
SHORT CUT
เปิดโปงขบวนการ "แก๊งกุมารจีน" ที่จัดหาแพ็กเกจให้ชาวจีนซื้อสัญชาติไทยให้บุตรหลานผ่านการแจ้งเกิดเท็จ ใช้วิธีจ้างชายไทยเป็น 'พ่อทิพย์' เพื่อรับรองบุตรในใบสูติบัตร โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนร่วมมือในขบวนการ
จุดเริ่มต้นของคดีนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 จากผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ได้ขยายผลจากการจับกุม นายเฉิน ยินไล สแกมเมอร์ชาวจีนรายใหญ่ ที่มีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 70,000 ล้านบาท
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังภรรยาชาวจีน พบข้อพิรุธสำคัญคือ บุตรทั้ง 3 คน กลับถือสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นำมาสู่การตั้งคำถามสำคัญของชุดสืบสวนว่า เด็กชาวจีนเหล่านี้ได้สัญชาติไทยมาได้อย่างไร
ภายจากการขยายผลปฏิบัติการ ถอดเกล็ดมังกร EP.1 เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการจับกุมเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรีและกลุ่มพ่อทิพย์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 69 เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางกว่า 40 หมาย ควบคุมตัวได้แล้วประมาณ 20 ราย
กลุ่มผู้ต้องหาประกอบด้วย พ่อ-แม่ชาวจีน, กลุ่มชายไทยที่รับจ้างเป็น 'พ่อทิพย์' , เจ้าหน้าที่รัฐ (เจ้าหน้าที่เขต) และที่น่าตกใจคือ พบเจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เข้าร่วมกระบวนการด้วย
กลุ่มทุนจีนจะซื้อแพ็กเกจคลอดของโรงพยาบาลเอกชนตามปกติ แต่จะมี 'แพ็กเกจเสริมพิเศษ' ที่เรียกกันในกลุ่มว่า โปรโมชั่น 999
สิ่งที่ได้รับบริการจัดหา 'พ่อทิพย์' ชาวไทยให้เบ็ดเสร็จ เพื่อนำไปออกใบสูติบัตรเท็จ เป้าหมายเพื่อให้เด็กได้สิทธิ์สัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ สำหรับใช้ทำธุรกรรม ครอบครองทรัพย์สิน เปิดบริษัท นิติกรรม และรับสวัสดิการรวมถึงการศึกษาในประเทศไทย
อีกรูปแบบหนึ่งร้ายแรงกว่า เพราะเป็นการสร้างเอกสารเท็จขึ้นมาทั้งระบบ ทั้งที่ไม่มีการคลอดเกิดขึ้นจริง โดยพบกรณีออกสูติบัตรย้อนหลังให้เด็กที่มีอายุประมาณ 3-4 ขวบ กระบวนการเช่นนี้สะท้อนว่า การสวมสิทธิไม่ได้อาศัยเพียงช่องว่างของกฎหมาย แต่ต้องมีบุคคลในระบบราชการร่วมรับรองข้อมูลปลอมให้กลายเป็นข้อมูลจริง
ทั้งนี้ข้อมูลจากการตรวจสอบพบเด็กเข้าข่ายต้องสงสัยมากกว่า 160 ราย โดย 62 รายมีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่เขตคนเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้ข้อสงสัยขยายจากการทุจริตเป็นรายกรณี ไปสู่ความเป็นไปได้ว่ามีการผลิตเอกสารสัญชาติอย่างเป็นระบบ
การตรวจดีเอ็นเอกลายเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะช่วยยืนยันว่าชายไทยซึ่งลงชื่อรับรองบุตรไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็ก
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม เตือนว่า แม้แต่ขั้นตอนตรวจดีเอ็นเอก็อาจถูกแทรกแซง หากไม่มีหน่วยงานกลางควบคุมอย่างรัดกุม ทั้งการสลับตัวบุคคล ตัวอย่างเลือด หรือผลตรวจ
ซึ่งเบื้องหลังการลงทุนเกือบล้านบาทเพื่อให้เด็กหนึ่งคนได้สัญชาติไทย ย่อมมีผลตอบแทนมากกว่าสถานะบนกระดาษ สำหรับครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เด็กซึ่งมีสถานะเป็นคนไทยสามารถเติบโตขึ้นมาถือครองที่ดิน ทรัพย์สิน ธุรกิจ และสินทรัพย์ดิจิทัลแทนบิดามารดาที่เป็นชาวต่างชาติได้
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างนอมินีตั้งแต่เกิด เป็นการวางโครงสร้างปกป้องทรัพย์สินและผ่องถ่ายเงินที่อาจได้มาจากการกระทำผิดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยใช้สถานะพลเมืองไทยเป็นเกราะอำพรางเส้นทางการเงิน
เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ย่อมได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองอย่างครบถ้วน ทั้งสิทธิเลือกตั้งและโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ปัญหาจึงไม่ใช่เชื้อชาติของเด็ก แต่คือการที่เครือข่ายอาชญากรรมสามารถซื้อทางเข้าสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและอำนาจรัฐ ผ่านการทุจริตของเจ้าหน้าที่ไทย
พล.ต.ต.สุพิศาลเปรียบเครือข่ายลักษณะนี้กับ 'ไฮดรา' ซึ่งแม้ตัดหัวหนึ่งออก ก็อาจมีอีกหลายหัวซ่อนอยู่ การตรวจสอบจึงต้องย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปี ครอบคลุมโรงพยาบาล สำนักงานเขต หน่วยงานท้องถิ่น ผลตรวจดีเอ็นเอ และเส้นทางการเงิน เพื่อค้นหารูปแบบซ้ำทั่วประเทศ
วันนี้ (11 ก.ค. 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎรของไทย โดยกระทรวงมหาดไทยได้เร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นช่องทางให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้ถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมแถลงผลการขยายผลปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและรับรองบุตรเท็จ ซึ่งพบพฤติการณ์จ้างคนไทยเป็น 'พ่อทิพย์' เพื่อรับรองบุตรของคนต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทย โดยภายหลังการสืบสวน กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักทะเบียนทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กำหนดให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานทะเบียนด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดาและป้องกันการแอบอ้างหรือการใช้เอกสารเท็จ
มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการตรวจสอบเชิงป้องกัน เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร ลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะนำสัญชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องมือในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายพลพีร์ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก "ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม" ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นประชาชน ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะถูกสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
"รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่เพียงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่ยังเร่งอุดช่องโหว่ของระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานทะเบียนราษฎร และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว"
ที่มา : คมชัดลึก