
SHORT CUT
ตลาดชาในไทยโตต่อ “ชานม” ถือเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตในประเทศไทย ทำให้นอกจากมีการต่อสู้กันเองของแบรนด์ไทยแล้ว ยังดึงดูด “แบรนด์จีน” ให้เข้ามาลงทุนด้วย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 'ชานม' และ 'ชาผลไม้' ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในไทย โดยเฉพาะ 'ชาจีน' และ 'ชาไต้หวัน' ที่ทยอยกันเข้ามาเปิดหน้าร้านในไทยแทบทุกห้าง และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายร้านก็สามารถทำยอดขายได้ค่อนข้างดีจนมีการขยับขยายสาขาไปมากมาย
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาสัญชาติจีนเริ่มเข้ามาตีตลาดในบ้านเรานั้นเป็นเพราะตลาดภายในประเทศจีนเองเริ่มอิ่มตัวและการแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์จีนจำนวนมากจึงมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต หนึ่งในนั้นคือแบรนด์เครื่องดื่มชาจีน 'NaiXue'
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 NaiXue ต้องพบกับปัญหาของผลประกอบการ เพราะจากรายงานทางการเงินพบว่ารายได้ในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.544 พันล้านหยวน ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 438 ล้านหยวน ตรงข้ามกับกำไร 70.15 ล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเปิดร้านใหม่ถึง 23 แห่งในครึ่งปีแรก แต่จำนวนออเดอร์เฉลี่ยต่อร้านต่อวันกลับลดลง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้
ทาง NaiXue มีการทดลองปรับกลยุทธ์หลายด้าน เช่น การนำโมเดลแฟรนไชส์มาใช้ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าควบคุมต้นทุนหลังบ้าน พร้อมเพิ่มการลงทุนด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ภายใต้แรงกดดันจากรายได้ที่ลดลง กำไรที่หดตัว และประสิทธิภาพร้านที่ถดถอย “การเปิดร้านในประเทศไทยจึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการแสวงหาโอกาสเติบโตนอกประเทศ และลดความเสี่ยงจากตลาดจีน”
ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2024 NaiXue เข้ามาเปิด ร้านแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเริ่มจุดกระแสให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาสนใจชาจีนเจ้านี้ โดยเฉพาะการทำการตลาดบน “โซเชียลมีเดีย” ที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญยังมีการเชิญนักแสดงวัยรุ่น “อัพ ภูมิพัฒน์” และ “ภูมิ ภูริพันธ์” มาในงานเปิดตัวด้วย ทำให้ในโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงแบรนด์กันค่อนข้างมากเพราะมีลูกค้าหลายคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ต่อคิวรอซื้อและชิมสินค้า แถมยังมีกระแสการเช็กอินลงโซเชียลอีกด้วย ทำให้ NaiXue ได้รับการพูดถึงในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็มารีวิวชาแบรนด์ดังกล่าวเช่นเดียวกันโดยกระแสความปังของ NaiXue สะท้อนให้เห็นผ่านคลิปวิดีโอมากมายทั้งบน Instagram และ Xiaohongshu (แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีน) โดยผู้ใช้ชาวจีนและชาวไทย ซึ่งแบรนด์สามารถทำยอดขายได้เกือบ 1 ล้านบาทใน 3 วันแรก
ทั้งนี้ NaiXue ไม่ใช่ชาจีนแบรนด์แรกที่เข้ามาในตลาดไทย แต่ยังมีอีกหลายเจ้าที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย เช่น Mixue ที่เปิดแฟรนไชส์ในไทยตั้งแต่ปี 2023 เน้นสาขาในกรุงเทพฯ และใช้กลยุทธ์ราคาประหยัด โดยมีราคาขายไอศกรีมเริ่มต้นเพียง 15 บาทเท่านั้น มีราคาขายชานมเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาท Chabaidao เริ่มขยายตลาดไทยในปี 2024 และ Taning ที่เปิดหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ
จากการวิเคราะห์ของ EqualOcean ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย วิเคราะห์ และสื่อด้านธุรกิจ เทคโนโลยีของประเทศจีนพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของชาสัญชาติจีนก็คือ “ตลาดเครื่องดื่มชาของไทยมีลักษณะเฉพาะตัวและพลังการเติบโตสูง เหมาะสำหรับแบรนด์จีนที่ต้องการขยายสู่ต่างประเทศ” นอกจากนี้ไทยเป็นตลาดเครื่องดื่มชาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีร้านชานมมากกว่า 31,000 ร้าน และมูลค่าการใช้จ่ายต่อปีเกิน 750 ล้านดอลลาร์
แม้ว่าชานมจากจีนจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ตลาดชานมของไทยเองก็เรียกได้ว่าเติบโตได้ดีไม่แพ้กัน และยังมีแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ที่ครองความได้เปรียบของตลาด
ข้อมูลจาก Spherical Insights ระบุว่าแม้ชานมจะถือกำเนิดขึ้นในไต้หวันช่วงทศวรรษ 1980 แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วทั้งในไต้หวันเองและประเทศแถบเอเชียอื่นๆ ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990–2000 ชานมเริ่มขยายสู่ตลาดโลก โดยที่ไต้หวันยังคงเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบหลัก โดยมีทั้งหมด 5 ประเทศที่ตลาดของชานมดูเหมือนจะไปได้ดี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ ไทย และ สหราชอาณาจักร
สำหรับในไทยนั้นชานมได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการผสมวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น กะทิและผลไม้เมืองร้อน คาดว่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องจากชนชั้นกลางที่ขยายตัวและนวัตกรรมด้านเครื่องดื่ม ทำให้ตลาดเครื่องดื่มชาในไทยปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 26,000 ล้านบาท และตลาดชานมไข่มุกมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชาของไทยในปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท เติบโต 15% จากปี 2022
ที่ผ่านมาแม้ชาจีนจะเริ่มเข้ามาเปิดหน้าร้านมากขึ้นแต่ชานมไทยเจ้าถิ่นก็ยังเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญ เช่น Owl Cha ที่มีประมาณ 300 สาขา และ ชาตรามือ ที่มีประมาณ 200 สาขา ที่ยังคงความได้เปรียบเนื่องจากมีความเข้าใจผู้บริโภค และมีความผูกพันทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ EqualOcean ยังมองว่า แบรนด์ชาจีนต้องเผชิญ 3 ความท้าทายหลักในไทย ได้แก่ 1) การป้องกันไม่ให้สูญเสียอัตลักษณ์แบรนด์ 2) การเปลี่ยนกระแสระยะสั้นให้เป็นความภักดีระยะยาว 3) การสร้างจุดยืนท่ามกลางแบรนด์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง
อีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่น่าจับตามองก็คือ “เจี้ยนชา” หรือ JIAN CHA ซึ่งเป็นชาระดับพรีเมียม จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของ JIAN CHA Flagship Store ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา และได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี
แม้ว่าเจี้ยนชาจะเป็น “ชาสัญชาติไทย” แต่เน้นนำเสนอเครื่องดื่มในสไตล์จีนที่ต้มชาสดใหม่ทุกๆ 4 ชั่วโมง และใช้วัตถุดิบธรรมชาติโดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเจี้ยนชามีสาขาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และมีบริการเดลิเวอรี่
สำหรับ เจี้ยนชา จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 ด้วยทุนจดทะเบียน 25,000,000 บาท และมีมูลค่าบริษัท 3,108,881 บาท (12.44% ของทุน)
ท้ายที่สุดนี้แม้ว่า “ชานม” และ “ชาผลไม้” ไม่ว่าจะสัญชาติไทยหรือสัญชาติจีน ก็ยังดูเหมือนว่าจะเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างไปได้สวยในตลาดไทย และคาดว่าจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นอีกในไม่ช้า โดยอีกหนึ่งแบรนด์จากจีนที่คาดว่าจะเข้ามาเปิดหน้าร้านในไทยเร็วๆ นี้ ก็คือ “Heytea” ที่มีคนเห็นว่ามีการประกาศรับสมัครงานในไทย ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหลังจากนี้ทิศทางของตลาดชานมในบ้านเราจะเป็นอย่างไร
อ้างอิงข้อมูล : EqualOcean, Spherical Insights, Marketingoops และ Creden Data
ข่าวที่เกี่ยวข้อง