svasdssvasds

ตลาดชาในไทยสุดบูม แบรนด์ไทย-จีน พาเหรดลงทุนรับตลาดโตต่อเนื่อง

ตลาดชาในไทยสุดบูม แบรนด์ไทย-จีน พาเหรดลงทุนรับตลาดโตต่อเนื่อง

ตลาดชาในไทยโตต่อ “ชานม” ถือเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตในประเทศไทย ทำให้นอกจากมีการต่อสู้กันเองของแบรนด์ไทยแล้ว ยังดึงดูด “แบรนด์จีน” ให้เข้ามาลงทุนด้วย

SHORT CUT

  • ตลาดชาไทยโตแรง ดึงแบรนด์จีนบุกลงทุนชานม–ชาผลไม้ยังฮิตต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์ชาจีนหลายเจ้าเข้ามาเปิดตลาดไทย หลังตลาดจีนเริ่มอิ่มตัวและแข่งขันสูง
  • NaiXue จุดกระแสชาจีนในไทย ใช้โซเชียล-อินฟลูเอนเซอร์ดันยอดขายเปิดแฟลกชิพสโตร์ไทยปี 2024 กระแสแรงบนโซเชียล ทำยอดขายเกือบ 1 ล้านบาทใน 3 วัน สะท้อนศักยภาพตลาดไทย
  • แบรนด์ไทยยังแข็งแรง แข่งเดือดมากขึ้นแม้ชาจีนรุกหนัก แต่แบรนด์ไทยยังได้เปรียบด้านความเข้าใจผู้บริโภค ตลาดชานมไทยคาดโตต่อ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และมีผู้เล่นใหม่จ่อเข้าตลาดเพิ่ม

ตลาดชาในไทยโตต่อ “ชานม” ถือเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตในประเทศไทย ทำให้นอกจากมีการต่อสู้กันเองของแบรนด์ไทยแล้ว ยังดึงดูด “แบรนด์จีน” ให้เข้ามาลงทุนด้วย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 'ชานม' และ 'ชาผลไม้' ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในไทย โดยเฉพาะ 'ชาจีน' และ 'ชาไต้หวัน' ที่ทยอยกันเข้ามาเปิดหน้าร้านในไทยแทบทุกห้าง และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายร้านก็สามารถทำยอดขายได้ค่อนข้างดีจนมีการขยับขยายสาขาไปมากมาย

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาสัญชาติจีนเริ่มเข้ามาตีตลาดในบ้านเรานั้นเป็นเพราะตลาดภายในประเทศจีนเองเริ่มอิ่มตัวและการแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์จีนจำนวนมากจึงมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโต หนึ่งในนั้นคือแบรนด์เครื่องดื่มชาจีน 'NaiXue'
 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 NaiXue ต้องพบกับปัญหาของผลประกอบการ เพราะจากรายงานทางการเงินพบว่ารายได้ในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.544 พันล้านหยวน ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 438 ล้านหยวน ตรงข้ามกับกำไร 70.15 ล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเปิดร้านใหม่ถึง 23 แห่งในครึ่งปีแรก แต่จำนวนออเดอร์เฉลี่ยต่อร้านต่อวันกลับลดลง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้

ตลาดชาในไทยสุดบูม แบรนด์ไทย-จีน พาเหรดลงทุนรับตลาดโตต่อเนื่อง

ทาง NaiXue มีการทดลองปรับกลยุทธ์หลายด้าน เช่น การนำโมเดลแฟรนไชส์มาใช้ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าควบคุมต้นทุนหลังบ้าน พร้อมเพิ่มการลงทุนด้านการตลาด การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

  • เมื่อชาสัญชาติจีนเริ่มเข้าสู่ตลาดไทย

ภายใต้แรงกดดันจากรายได้ที่ลดลง กำไรที่หดตัว และประสิทธิภาพร้านที่ถดถอย “การเปิดร้านในประเทศไทยจึงถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการแสวงหาโอกาสเติบโตนอกประเทศ และลดความเสี่ยงจากตลาดจีน”

ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2024 NaiXue เข้ามาเปิด ร้านแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเริ่มจุดกระแสให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาสนใจชาจีนเจ้านี้ โดยเฉพาะการทำการตลาดบน “โซเชียลมีเดีย” ที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญยังมีการเชิญนักแสดงวัยรุ่น “อัพ ภูมิพัฒน์” และ “ภูมิ ภูริพันธ์” มาในงานเปิดตัวด้วย ทำให้ในโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงแบรนด์กันค่อนข้างมากเพราะมีลูกค้าหลายคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ต่อคิวรอซื้อและชิมสินค้า แถมยังมีกระแสการเช็กอินลงโซเชียลอีกด้วย ทำให้ NaiXue ได้รับการพูดถึงในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็มารีวิวชาแบรนด์ดังกล่าวเช่นเดียวกันโดยกระแสความปังของ NaiXue สะท้อนให้เห็นผ่านคลิปวิดีโอมากมายทั้งบน Instagram และ Xiaohongshu (แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีน) โดยผู้ใช้ชาวจีนและชาวไทย ซึ่งแบรนด์สามารถทำยอดขายได้เกือบ 1 ล้านบาทใน 3 วันแรก

ทั้งนี้ NaiXue ไม่ใช่ชาจีนแบรนด์แรกที่เข้ามาในตลาดไทย แต่ยังมีอีกหลายเจ้าที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย เช่น Mixue ที่เปิดแฟรนไชส์ในไทยตั้งแต่ปี 2023 เน้นสาขาในกรุงเทพฯ และใช้กลยุทธ์ราคาประหยัด โดยมีราคาขายไอศกรีมเริ่มต้นเพียง 15 บาทเท่านั้น มีราคาขายชานมเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาท Chabaidao เริ่มขยายตลาดไทยในปี 2024 และ Taning ที่เปิดหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ

จากการวิเคราะห์ของ EqualOcean ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย วิเคราะห์ และสื่อด้านธุรกิจ เทคโนโลยีของประเทศจีนพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของชาสัญชาติจีนก็คือ “ตลาดเครื่องดื่มชาของไทยมีลักษณะเฉพาะตัวและพลังการเติบโตสูง เหมาะสำหรับแบรนด์จีนที่ต้องการขยายสู่ต่างประเทศ” นอกจากนี้ไทยเป็นตลาดเครื่องดื่มชาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีร้านชานมมากกว่า 31,000 ร้าน และมูลค่าการใช้จ่ายต่อปีเกิน 750 ล้านดอลลาร์

แม้ว่าชานมจากจีนจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ตลาดชานมของไทยเองก็เรียกได้ว่าเติบโตได้ดีไม่แพ้กัน และยังมีแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ที่ครองความได้เปรียบของตลาด

  • ชาไทยยังฮิตแม้จีนเริ่มเข้ามาตีตลาด

ข้อมูลจาก Spherical Insights ระบุว่าแม้ชานมจะถือกำเนิดขึ้นในไต้หวันช่วงทศวรรษ 1980 แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วทั้งในไต้หวันเองและประเทศแถบเอเชียอื่นๆ ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990–2000 ชานมเริ่มขยายสู่ตลาดโลก โดยที่ไต้หวันยังคงเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบหลัก โดยมีทั้งหมด 5 ประเทศที่ตลาดของชานมดูเหมือนจะไปได้ดี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ ไทย และ สหราชอาณาจักร

สำหรับในไทยนั้นชานมได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการผสมวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น กะทิและผลไม้เมืองร้อน คาดว่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องจากชนชั้นกลางที่ขยายตัวและนวัตกรรมด้านเครื่องดื่ม ทำให้ตลาดเครื่องดื่มชาในไทยปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 26,000 ล้านบาท และตลาดชานมไข่มุกมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชาของไทยในปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท เติบโต 15% จากปี 2022 

ที่ผ่านมาแม้ชาจีนจะเริ่มเข้ามาเปิดหน้าร้านมากขึ้นแต่ชานมไทยเจ้าถิ่นก็ยังเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญ เช่น Owl Cha ที่มีประมาณ 300 สาขา และ ชาตรามือ ที่มีประมาณ 200 สาขา ที่ยังคงความได้เปรียบเนื่องจากมีความเข้าใจผู้บริโภค และมีความผูกพันทางวัฒนธรรม

นอกจากนี้ EqualOcean ยังมองว่า แบรนด์ชาจีนต้องเผชิญ 3 ความท้าทายหลักในไทย ได้แก่ 1) การป้องกันไม่ให้สูญเสียอัตลักษณ์แบรนด์ 2) การเปลี่ยนกระแสระยะสั้นให้เป็นความภักดีระยะยาว 3) การสร้างจุดยืนท่ามกลางแบรนด์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง

อีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่น่าจับตามองก็คือ “เจี้ยนชา” หรือ JIAN CHA ซึ่งเป็นชาระดับพรีเมียม จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของ JIAN CHA Flagship Store ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา และได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

แม้ว่าเจี้ยนชาจะเป็น “ชาสัญชาติไทย” แต่เน้นนำเสนอเครื่องดื่มในสไตล์จีนที่ต้มชาสดใหม่ทุกๆ 4 ชั่วโมง และใช้วัตถุดิบธรรมชาติโดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเจี้ยนชามีสาขาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และมีบริการเดลิเวอรี่

สำหรับ เจี้ยนชา จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 ด้วยทุนจดทะเบียน 25,000,000 บาท และมีมูลค่าบริษัท 3,108,881 บาท (12.44% ของทุน)

ท้ายที่สุดนี้แม้ว่า “ชานม” และ “ชาผลไม้” ไม่ว่าจะสัญชาติไทยหรือสัญชาติจีน ก็ยังดูเหมือนว่าจะเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างไปได้สวยในตลาดไทย และคาดว่าจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นอีกในไม่ช้า โดยอีกหนึ่งแบรนด์จากจีนที่คาดว่าจะเข้ามาเปิดหน้าร้านในไทยเร็วๆ นี้ ก็คือ “Heytea” ที่มีคนเห็นว่ามีการประกาศรับสมัครงานในไทย ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหลังจากนี้ทิศทางของตลาดชานมในบ้านเราจะเป็นอย่างไร

อ้างอิงข้อมูล : EqualOcean, Spherical Insights, Marketingoops และ Creden Data

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related