
SHORT CUT
พาส่องกลยุทธ์ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ในวันที่แข่งเดือด ผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นต้องเร่งสร้างประสบการณ์ใหม่ ความคุ้มค่า Shichi ชี้ พรีเมียมยังไปได้
ท่ามกลางความหลากหลายของเมนูอาหารจากทั่วโลก ‘อาหารญี่ปุ่น’ ยังคงครองใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างเหนียวแน่น ด้วยเอกลักษณ์ด้านความสด ใหม่ รสชาติกลมกล่อม และคุณภาพวัตถุดิบที่ให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ทำให้อาหารญี่ปุ่นถูกปากคนไทยมาอย่างยาวนาน และกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักบนโต๊ะอาหารในชีวิตประจำวัน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยเร่งขยายสาขาอย่างคึกคัก จนการแข่งขันทวีความเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ในสมรภูมิที่ดุเดือดนี้ ร้านอาหารที่มีกลยุทธ์ชัดเจน เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และสร้างความแตกต่างได้อย่างตรงจุด ยังคงมีโอกาสดึงดูดลูกค้าและยืนหยัดได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
วันนี้ #SPRiNG จะพามาดูความเคลื่อนไหวของร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียม อย่าง Shichi โดยมีโอกาสพูดคุยกับ 'ปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน' กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด ( Shichi สาทร ) กล่าวว่า ดำเนินธุรกิจมาตลอด 9 ปี ร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม ซึ่ง พบว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ยินดีที่จะใช้จ่าย (Spending) หากได้รับคุณภาพอาหารที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปและรสชาติที่อร่อย โดยกลยุทธ์สำคัญคือการสร้างความรู้สึก ‘สมเหตุสมผล’ ในราคาที่จ่ายไป ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริการ สถานที่ และประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เหนือระดับ
ที่สำคัญต้องรักษามาตรฐาน ‘ความคงเส้นคงวา’ ของคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด โดยทางร้านได้เลือกใช้กลยุทธ์นำเข้าวัตถุดิบเองจากญี่ปุ่นโดยตรงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ได้ของสดใหม่ (Fresh) แทนการใช้ของแช่แข็ง (Frozen) เช่น ปลาทูน่าที่นำเข้ามาเป็นตัวเพื่อควบคุมรสชาติให้โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีการรังสรรค์เมนูที่ตอบโจทย์ความชอบของคนไทย เช่น การทำซอสและโชยุสูตรเฉพาะของทางร้านที่มีรสชาติถูกปาก
สำหรับลูกค้าหลักๆจะเป็นกลุ่มครอบครัวในย่านชานเมือง คิดเป็น 80% ของลูกค้าสาขาชานเมือง และกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ทำให้ทางร้านมุ่งเน้นการขยายสาขาในรูปแบบ Standalone มากกว่าการเปิดในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากสามารถจัดสรรพื้นที่จอดรถและห้องส่วนตัว (VIP Room) ได้ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าพรีเมียมถวิลหา
พาส่องกลยุทธ์ และกุญแจที่สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นรอดในยุคนี้ มีดังนี้
อย่างไรก็ตามแม้ว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในบางกลุ่มอาจมีการหดตัว แต่ในกลุ่มตลาดระดับบนยังคงมีความแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก, โดยในปีที่ผ่านมาธุรกิจสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 300 ล้านบาท และตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้อย่างน้อย 20% จากการขยายสาขาเพิ่มเติม สำหรับ Shichi ปัจจุบันมี 5 สาขา (ราชพฤกษ์, บางนา, เซ็นทรัลพระราม 2, เซ็นทรัลสยาม และสาธร) และมีแผนเปิดเพิ่มอีก 2 แห่งในย่านเลียบด่วนรามอินทราและกรุงเทพกรีฑา ให้ครบ 7 สาขาในปีนี้
นอกจากนี้ในอนาคตยังจะแตกไลน์ธุรกิจ เตรียมรุกตลาดชาบูพรีเมียมเพิ่มเติม โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและฐานลูกค้าเดิม และมีเป้าหมายสำคัญ คือวางแผนปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า
ผลสำรวจล่าสุดของ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่า ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง และในปี 2568 เริ่มเห็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่สะท้อนการคัดกรองของตลาดมากขึ้น โดยผลสำรวจล่าสุดของ JETRO ระบุว่า ไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นรวม 5,781 ร้าน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้าที่มี 5,916 ร้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2550 ที่จำนวนร้านปรับลดลง ทั้งนี้ JETRO ชี้ว่า ตลาดไม่ได้ถดถอย แต่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเชิงปริมาณไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตคือร้านที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เมนูเฉพาะทาง (Specialty) มีการเล่าเรื่องราว และมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงแบรนด์ที่ปรับรสชาติและคอนเซ็ปต์ให้เข้ากับผู้บริโภคไทยได้อย่างลงตัว (Localized)
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว Shichi Japanese Restaurant มองเห็นโอกาสในการเติบโตเชิงคุณภาพ ไม่ใช่จากการขยายสาขาอย่างรวดเร็วหรือการแข่งขันด้านราคา แต่จากการสร้าง ความไว้วางใจระยะยาว ผ่านมาตรฐานวัตถุดิบ การบริการ และประสบการณ์ที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมในยุคที่ผู้บริโภค “เลือกมากขึ้น” และให้ความสำคัญกับคุณภาพและความแตกต่างอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิม พร้อมต่อยอดแนวคิด Experience-Driven Dining ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองและช่วงเวลาสำคัญได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
‘ธนัท ทองโสมแก้ว’ กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด (Shichi สาทร) กล่าวว่า ปี 2568 Shichi Group มีรายได้รวมประมาณ 300 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการและความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ ท่ามกลางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมร้านอาหาร จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับมาใช้จ่ายนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และความสม่ำเสมอของมาตรฐานมากกว่าปัจจัยด้านราคา รายได้เติบโตจากทั้งฐานลูกค้าเดิมที่มีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์และการขยายสาขาในทำเลศักยภาพ
ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อบิลอยู่ในระดับพรีเมียมราว 3,000 บาทต่อบิล โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจและการรับรองแขก ส่งผลให้ Shichi มีอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำในระดับสูง และสามารถรักษาระดับ Willingness to Pay ของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา Shichi สามารถรักษาความแข็งแกร่งในตลาดอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้อุดมการณ์ “Always Better – เลือกสิ่งที่ดีกว่าเพื่อคุณ” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นกรอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น การบริหารประสบการณ์ลูกค้าอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงการยึดมั่นในมาตรฐานโดยไม่ปรับลด แม้เผชิญความผันผวนด้านต้นทุน ทั้งนี้ Shichi เชื่อว่าการรักษาอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ (Repeat Rate) และความไว้วางใจของลูกค้า คือปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อาหารญี่ปุ่น’ทูตวัฒนธรรมชั้นเยี่ยม เรียบง่าย แต่มีมนต์เสน่ห์
ปัง! ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ในไทยมีมากสุดอันดับ 6 โลก โอกาสทองการลงทุน
OISHIDELIVERY.COM ปรับค่าส่งใหม่ เอาใจสายอาหารญี่ปุ่น เริ่มต้นเพียง 25 บาท