svasdssvasds

'ธุรกิจประกันภัย' กางแผนรับมือสงคราม BKI คุมเข้มประกัน EV

'ธุรกิจประกันภัย' กางแผนรับมือสงคราม BKI คุมเข้มประกัน EV

BKI กางแผนปี 69 รับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มประกัน EV เหตุอะไหล่พุ่งตามรอย “ขีปนาวุธ” หลังพบอัตราความเสียหายพุ่ง 70%

บิ๊กกรุงเทพประกันภัย (BKI) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 69 ยังผันผวนหนักจากพิษสงครามตะวันออกกลาง คาดลากยาวถึงกลางปี เผยกลยุทธ์ประกันรถยนต์เน้นรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมเบรกพอร์ต EV หลังพบอัตราความเสียหายพุ่ง 70% ชี้ราคาอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์แพงหูฉี่ เหตุความต้องการแร่หายากถูกดึงไปใช้ผลิตอาวุธสงคราม

‘ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน’ กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ว่า ปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าสงครามอาจจะไม่ยืดเยื้อเกินกว่ากลางปีนี้ และหลังสิ้นสุดสงครามจะเกิดวงจรเศรษฐกิจรอบใหม่จากการซ่อมแซมและสร้างเมืองขึ้นใหม่ รวมถึงการเร่งผลิตอาวุธเพื่อทดแทนคลังแสงที่ถูกใช้ไป ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทย

สำหรับแผนปี 2569 ยังมีการคุมเข้มเบี้ย EV  เนื่องจาดอะไหล่มีราคาสูงขึ้นผลพวงเทคโนโลยีอาวุธ โดยประเด็นที่น่าสนใจคือทิศทางการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่ง BKI ประกาศนโยบาย ระมัดระวังและเข้มงวด โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรถ EV ในพอร์ตราว 12,000 คัน หรือคิดเป็น 4.2% ของตลาด แต่พบว่ามีอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) สูงถึง 70%

ซึ่งถือว่ายังไม่สามารถสร้างกำไรได้ โดสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าซ่อมรถ EV พุ่งสูงขึ้น มาจากราคาอะไหล่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแร่หายาก (Rare Earth) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก เนื่องจากเป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้ในเทคโนโลยีขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งมีความต้องการสูงในภาวะสงครามส่งผลให้ BKI ตั้งเป้าเบี้ยประกัน EV ปี 69 ไว้เพียง 400-500 ล้านบาท หรือไม่เกิน 2% ของพอร์ตประกันรถยนต์ทั้งหมด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

'ธุรกิจประกันภัย' กางแผนรับมือสงคราม BKI คุมเข้มประกัน EV

 

นอกจากนี้ยังจะปรับกลยุทธ์รถยนต์ลุยตลาดรถเก่า 2-4 ปี สำหรับตลาดรถยนต์สันดาป BKI ปรับแผนเน้นการรักษาอัตราการต่ออายุ (Retention Rate) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 80% แม้สภาพเศรษฐกิจจะทำให้ลูกค้าอ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) มากขึ้นนอกจากนี้จะหันไปเน้นทำตลาดรถยนต์ที่มีอายุ 2-4 ปี มากกว่ารถใหม่ป้ายแดง เนื่องจากรถป้ายแดงมีสถิติการเคลมสูงกว่ารถต่ออายุเฉลี่ยถึง 10%

ส่วนการท่องเที่ยว-ส่งออก มองว่า ยังกระอักค่าขนส่ง ด้านปัจจัยภายนอก สงครามได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือผ่านคลองสุเอซ ทำให้ต้องอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 2-3 สัปดาห์ และเบี้ยประกันภัยสงคราม (War Risk) พุ่งสูงถึง 400-500% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณลบจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน และเที่ยวบิน Transit ในตะวันออกกลางที่ถูกยกเลิกบ่อยครั้ง คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) อาจลดลงในอนาคตอันใกล้

สำหรับผลการดำเนินงานของ BKIH ในปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) มีรายได้จากการประกันภัย 31,350.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.03 และมีกำไรสุทธิ 3,135.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.2 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 29.45 บาท สำหรับการจัดสรรเงินปันผลในปี 2568 บริษัทฯ จัดสรรเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว อัตราหุ้นละ 11.25 บาท และในงวดสุดท้ายของปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเสนอให้จ่ายเงินปันผล หุ้นละ 6.25 บาท รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 17.50 บาท โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ร้อยละ 5.8 และคิดเป็นร้อยละ 59.4 ของกำไรสุทธิต่อหุ้น

ส่วนทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรุงเทพประกันภัยได้ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% โดยบริษัทฯ มีความพร้อมต่อยอดการดำเนินธุรกิจเพื่อขยายโอกาสสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพการให้บริการแก่ลูกค้าเดิม ภายใต้แนวคิด Fast and Flexible Mindset ที่มุ่งปรับรูปแบบการทำงานให้คล่องตัว รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดจากแนวทางการดำเนินงานแบบเดิม และยกระดับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคู่ค้า

ทั้งในด้านการรับประกันภัย การขาย และการบริหารจัดการสินไหมทดแทน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุม พร้อมกำหนดระดับราคาที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับความรวดเร็วในการให้บริการผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

related