เทียบชัด! ข้อแตกต่างโรงรับจำนำรัฐ-เอกชน ที่ต้องรู้ก่อนเปิดเทอม

เทียบชัด! ข้อแตกต่างโรงรับจำนำรัฐ-เอกชน ที่ต้องรู้ก่อนเปิดเทอม

พาเทียบชัด! ข้อแตกต่างโรงรับจำนำรัฐ-เอกชน ที่ต้องรู้ก่อนเปิดเทอม เงินต้นเท่าไหร่ จ่ายดอกเบี้ยยังไง พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจก่อนไป

SHORT CUT

  • เปิดเทอม-เศรษฐกิจตึงตัว ดันหลายครอบครัวพึ่ง ‘โรงรับจำนำ’ เพื่อหาเงินหมุนจ่ายค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจำเป็น
  • โรงรับจำนำ ‘รัฐ’ เด่นเรื่องดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดภาระประชาชน ส่วน ‘เอกชน’ ยืดหยุ่นกว่าและมักประเมินราคาทรัพย์สูงกว่า
  • ตั๋วจำนำมีอายุ 4 เดือน ผ่อนผันได้อีก 30 วัน หากไม่ไถ่ถอนตามกำหนด ทรัพย์สินจะตกเป็นของโรงรับจำนำตามกฎหมาย

พาเทียบชัด! ข้อแตกต่างโรงรับจำนำรัฐ-เอกชน ที่ต้องรู้ก่อนเปิดเทอม เงินต้นเท่าไหร่ จ่ายดอกเบี้ยยังไง พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจก่อนไป

ใกล้เข้าสู่ช่วงเปิดเทอมอีกครั้ง แต่ในวันที่เศรษฐกิจยังฝืดเคือง ค่าครองชีพพุ่งไม่หยุด หลายครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน ไปจนถึงค่าเดินทางของลูกหลาน ทำให้ ‘โรงรับจำนำ’ กลายเป็นหนึ่งในทางออกเฉพาะหน้าที่หลายคนเลือกใช้เพื่อหมุนเงินประคองชีวิตในช่วงนี้ โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องหาเงินให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนใหม่

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า โรงรับจำนำในไทยนั้นมีทั้ง ‘ของรัฐ’ และ ‘เอกชน’ ซึ่งแม้จะให้บริการคล้ายกัน แต่รายละเอียดกลับแตกต่างกันไม่น้อย ทั้งเรื่องดอกเบี้ย ระยะเวลาไถ่ถอน ขั้นตอนการรับจำนำ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อประชาชนโดยตรง วันนี้ทีมข่าวจะพาไปเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ว่า โรงรับจำนำรัฐ กับ เอกชน ต่างกันอย่างไร และแบบไหนอาจเหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคนมากที่สุดในยุคที่เงินทุกบาทมีความหมายกว่าที่เคย

ทั้งนี้ Easy Money เผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ว่า ปัจจุบันโรงรับจำนำในไทยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ ‘โรงรับจำนำของรัฐ’ และ ‘โรงรับจำนำเอกชน’ ซึ่งแม้จะให้บริการคล้ายกัน แต่ก็มีรายละเอียดหลายด้านที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องดอกเบี้ย ราคาประเมินทรัพย์ รวมถึงประเภทสินค้าที่รับจำนำ

ฝั่งโรงรับจำนำของรัฐ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านสภาพคล่องทางการเงิน โดยแบ่งเป็น 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ‘สถานธนานุเคราะห์’ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ และ ‘สถานธนานุบาล’ ที่ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานครหรือเทศบาลในแต่ละพื้นที่ ใช้เงินทุนจากภาครัฐและกองทุนของเทศบาลในการบริหารจัดการ

 

จุดเด่นสำคัญของโรงรับจำนำรัฐ คือ อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะวงเงินไม่สูงมาก เช่น เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท บางแห่งคิดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อเดือนเท่านั้น ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระให้ประชาชนในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

ขณะที่โรงรับจำนำเอกชน ดำเนินธุรกิจโดยภาคเอกชนในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ใช้เงินทุนของผู้ประกอบการเอง จุดแข็งคือความยืดหยุ่นในการให้บริการ และมักประเมินราคาทรัพย์ได้สูงกว่า โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มแบรนด์เนม นาฬิกาหรู หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาด

ด้านอัตราดอกเบี้ยของโรงรับจำนำเอกชน จะเริ่มต้นที่ 2% ต่อเดือน สำหรับเงินต้นไม่เกิน 2,000 บาท และส่วนที่เกินจะคิดไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายกำหนด

ส่วนทรัพย์สินที่สามารถนำมาจำนำได้ ทั้งโรงรับจำนำรัฐและเอกชนต่างรับทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น ทองคำ เครื่องประดับ นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ช่าง แต่ฝั่งเอกชนมักเปิดกว้างมากกว่าในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและแบรนด์เนม

อีกจุดที่เหมือนกัน คือ ระยะเวลาตั๋วจำนำ ซึ่งกำหนดไว้ 4 เดือน และผ่อนผันได้อีก 30 วัน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่มาไถ่ถอนหรือส่งดอกเบี้ย ทรัพย์สินจะตกเป็นของโรงรับจำนำตามกฎหมาย

ในยุคดิจิทัล โรงรับจำนำหลายแห่งเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งการเช็กราคาทรัพย์ผ่านเว็บไซต์ การประเมินราคาล่วงหน้า หรือชำระดอกเบี้ยผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ

แม้โรงรับจำนำจะเป็นทางออกเฉพาะหน้าในวันที่การเงินติดขัด แต่สิ่งสำคัญคือการวางแผนใช้เงินอย่างรอบคอบ และประเมินความสามารถในการไถ่ถอนทรัพย์คืน เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินสำคัญต้องหลุดมือในระยะยาว

related