
SHORT CUT
ททท. ใช้ AI จับอินไซต์นักท่องเที่ยว เปลี่ยนการตลาดจากหว่านแหสู่เจาะเป้าหมาย หวังลดงบ 30-40% ดันแคมเปญ รัก แลก ลุ้น รับไฮซีซั่น
การตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไป เมื่อการประชาสัมพันธ์ให้คนเห็นในวงกว้างอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเร่งยกระดับองค์กรสู่ AI Transformation นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมาใช้วางกลยุทธ์การตลาดให้แม่นยำขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้งบประมาณสื่อสารกับคนจำนวนมาก เปลี่ยนเป็นการเลือกนำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับความสนใจของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม พร้อมคาดหวังว่าจะช่วยลดงบประมาณการตลาดได้ 30-40%
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือระบบ CDP (Consumer Data Platform) ที่ ททท. พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ แม้ผู้ใช้งานจะยังไม่เปิดเผยตัวตน ระบบก็สามารถนำข้อมูลพฤติกรรมการค้นหา เช่น การหาที่พัก การเช่ารถ หรือการค้นหาแหล่งท่องเที่ยว มาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจความสนใจของนักท่องเที่ยวได้
เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ ททท. จะสามารถวางแผนสื่อสารและนำเสนอสินค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แตกต่างจากการตลาดแบบเดิมที่มักประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง โดยไม่สามารถเจาะจงได้ชัดเจนว่าผู้รับสารแต่ละคนกำลังมองหาประสบการณ์แบบใด เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากการหว่านแหเป็นการใช้ปืนสไนเปอร์ เลือกสื่อสารกับคนที่มีแนวโน้มสนใจจริง ช่วยเพิ่มโอกาสให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะเดียวกัน การใช้ข้อมูลยังช่วยให้ ททท. มองเห็นความต้องการของนักท่องเที่ยวในระดับย่อย หรือ Micro-Segmentation เพื่อนำไปต่อยอดเป็นแผนการตลาดที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง PDPA และ GDPR
ข้อมูลพฤติกรรมที่นำมาวิเคราะห์ยังสะท้อนให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะจุดหมายปลายทาง แต่ประสบการณ์ระหว่างการเดินทางก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเที่ยวเอง แวะคาเฟ่ สัมผัสธรรมชาติ ทำกิจกรรมผจญภัยอย่างเดินป่าหรือล่องแก่ง รวมถึงการเดินทางไปยังเมืองรอง แนวโน้มดังกล่าวทำให้การนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวต้องตอบโจทย์ประสบการณ์ที่นักเดินทางต้องการมากกว่าการขายเพียงสถานที่ท่องเที่ยว
สำหรับตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน พฤติกรรมยังเปลี่ยนจากการเดินทางเป็นกลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ไปสู่กลุ่ม FIT (Free Independent Traveler) หรือนักท่องเที่ยวที่วางแผนและเดินทางด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่าย นิยมเช่ารถขับเที่ยว เรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่น และจองกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้า นอกจากนี้ กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ยังเป็นอีกปัจจัยที่มีบทบาทต่อการเลือกที่พักและรูปแบบการเดินทาง
ในระยะต่อไป ททท. เตรียมพัฒนาระบบดิจิทัลหลังบ้านเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ผ่านระบบ KeyX เพื่อสนับสนุนการนำข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติมาวิเคราะห์และจำแนกตามพฤติกรรมแต่ละกลุ่ม เป้าหมายคือการนำข้อมูลไปใช้วางแผนนโยบายและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Visitor Economy ที่มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเดินทางของนักท่องเที่ยว
อีกหนึ่งแผนสำคัญคือการเปิดตัว B2B Stakeholder Platform ซึ่งจะเป็นพื้นที่ดิจิทัลให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยลงทะเบียน อัปเดตข้อมูลธุรกิจ และนำเสนอสินค้าและบริการบนช่องทางออนไลน์ เพื่อเชื่อมต่อกับนักลงทุนและตัวแทนจำหน่ายจากต่างประเทศในงานส่งเสริมการค้าระดับนานาชาติ เช่น ITB และ WTM ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย โดยไม่ต้องพึ่งพาข้อจำกัดด้านพื้นที่จัดแสดงสินค้าเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ททท. ยังเดินหน้าโครงการนำร่อง รัก แลก ลุ้น เพื่อทดสอบการใช้ข้อมูลและสร้างความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวไทย ผ่านฐานสมาชิก Amazing Friends บนแอปพลิเคชัน Amazing Thailand และเว็บไซต์ thailandtourism.org/amazingfriends ด้วยงบประมาณราว 6-7 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกจาก 20,000 ราย เป็น 40,000 ราย โดยจัดกิจกรรมตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซัน
แคมเปญดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการมอบรางวัลและสิทธิประโยชน์ เพื่อจูงใจให้สมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ Amazing Thailand อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่นท็อป จากบริษัท จินหลง มอเตอร์ จำกัด สิทธิประโยชน์ด้านห้องพักและการรับประทานอาหารจากโรงแรมในเครืออนันตรา พัทยา คูปองส่วนลดเช่ารถจาก Avis Thailand และโค้ดส่วนลดกิจกรรมท่องเที่ยวจาก Ticket to Attraction ซึ่งรวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยมากกว่า 700 รายการ
สิ่งที่ ททท. ต้องการจากแคมเปญนี้จึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มสมาชิกหรือกระตุ้นให้คนออกเดินทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำข้อมูลพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมาศึกษารูปแบบการท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน เพื่อพัฒนาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการตลาดในอนาคต ทั้งการออกแบบแคมเปญให้ตรงกลุ่ม การกระจายรายได้ไปยังเมืองรอง และการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น
การขยับจาก Digital Transformation สู่ AI Transformation จึงเป็นความพยายามของ ททท. ในการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการตลาด จากเดิมที่เน้นการสื่อสารให้คนจำนวนมากรับรู้ ไปสู่การเข้าใจว่าใครต้องการอะไรและควรนำเสนอสิ่งใดให้เหมาะสม หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ แต่ยังอาจเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีทิศทางและตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่มากขึ้น