
SHORT CUT
เปิดราคาไทย! Nothing Phone สมาร์ตโฟนที่คาแรกเตอร์จัดจ้านที่สุดแห่งยุค Phone (4a) Series และ Headphone (a) ชูดีไซน์และฟีเจอร์ทัชใจคนรุ่นใหม่ มือถือโปร่งใส–AI–กล้อง Zoom
วงการสมาร์ตโฟนไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ Nothing แบรนด์เทคโนโลยีสายแฟชันดีไซน์ส่งตรงจากลอนดอน ประกาศเปิดตัวซีรีส์ใหม่ล่าสุด Phone (4a) Series และหูฟังครอบหูรุ่นแรก Headphone (a) อย่างเป็นทางการในไทย ในราคาที่เข้าถึงได้ และ 'Sub-culture' ใหม่ที่ผสานดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับระบบ AI อัจฉริยะ ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่าง พร้อมคอนเซ็ป “Built Different” หรือ “เกิดมาไม่ตามใคร”
ไฮไลท์ของ Nothing Phone คือการทำให้เทคโนโลยี 'มองเห็นได้' ผ่านดีไซน์ Transparency หรือความโปร่งใส ซึ่งใน Phone (4a) Series นี้ มีการอัปเกรดลูกเล่นที่น่าสนใจ
Nothing Phone มือถือโปร่งใส ยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยการผสาน AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้นทางโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก
นายพลภัทร์ สายบัวทอง ผู้อำนวยการประจำ Nothing แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การออกแบบของ Nothing ในครั้งนี้มุ่งให้เทคโนโลยีถูกมองเห็นและรู้สึกได้ผ่านดีไซน์โปร่งใสและรายละเอียดที่คิดมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ผู้ใช้ได้แสดงตัวตนผ่านมือถือในทุกวัน ในด้านกล้อง ฟีเจอร์อย่าง Camera Preset ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนด mood & tone ของภาพได้ตั้งแต่ก่อนกดชัตเตอร์ สร้างสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และต่อยอดสู่คอมมูนิตี้ได้อย่างไร้รอยต่อ
ขณะเดียวกันการผสาน AI เข้ากับการจัดการข้อมูล การค้นหา และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ทุกอย่างง่ายและรวดเร็วขึ้น ลดความซับซ้อนจากการสลับหลายแอป สะท้อนแนวคิด “Built Different” ที่มองว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือของการแสดงตัวตน พร้อมเปิดตัว Headphone (a) หูฟังที่ไม่ได้ถูกสร้างมาแค่เพื่อฟังแต่เพื่อรู้สึก และ แสดงตัวตนไปพร้อมกัน
โดยทั้งหมดจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 เม.ย. 69 และเพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ลูกค้า Nothing ประกาศแผนขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น 5 เท่าภายในปี 2026 ครอบคลุมทั้งร้านค้าพาร์ตเนอร์อย่าง AIS, Banana, Dotlife, PowerBuy และ True รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ Lazada, Shopee และ TikTok Shop
ในตลาดที่สมาร์ตโฟนหน้าตาเหมือนกันไปหมด Nothing ใช้ 'ดีไซน์' เป็นอาวุธหลักในการดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มองว่ามือถือคือส่วนหนึ่งของ 'OOTD' (Outfit of the Day) ขณะเดียวกันก็กดราคาลงมาสู้ในระดับหมื่นกลางๆ ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ตัดสินใจซื้อง่ายที่สุด