svasdssvasds

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ร่วมกับกูรูด้านอนาคตศาสตร์จากฝรั่งเศส จัดงาน Thailand Global Innovation Forum 2022 (TGIF 2022) เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ "ชาติแห่งนวัตกรรม"

การร่วมมือของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

ได้รับเกียรติจาก ดร.เรเน่ รอห์เบรค ศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง และผู้อำนวยการศูนย์คาดการณ์อนาคต EDHEC Business School โรงเรียนธุรกิจชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส 

ร่วมพูดบรรยายในหัวข้อ "Global Foresight : Futures of Innovation Nation" และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น "Global Innovation Index(GII) นวัตกรรมไทยในเวทีโลก"

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ NIA ได้กล่าวถึง องค์การมหาชน ในฐานะ "หน่วยงานบูรณากรเชิงระบบ (System Integrator)"

โดยเน้นการให้ทุน SME สำหรับสร้างธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะ ระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Ecosystem) , ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) และพัฒนานวัตกรรมบนฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (DeepTech)

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

และมุ่งพัฒนาขับเคลื่อน 3 ระบบเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ดังนี้

เศรษฐกิจฐานราก เน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

เศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สนับสนุนความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญา และการศึกษาวิจัยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้เผยถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น System Integrator สู่การเป็น ผู้อำนวยความสะดวกทางนวัตกรรม (Focal Facilitator) ผ่านกลยุทธ์ 4 ด้าน ดังนี้

1.ทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเป็นระบบที่เปิดกว้าง เพิ่มจำนวนธุรกิจนวัตกรรมให้มีศักยภาพที่ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศ

2.พลิกโฉมระบบการเงินนวัตกรรมไทย ผ่านการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนนวัตกรรมรูปแบบต่างๆ สนับสนุนการเติบโตและเข้าถึงได้

3.สร้างระบบข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้ข้อมูลนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ประกอบการ

4.เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลง รวมถึงสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเปลี่ยนแปลงสู่องค์กรดิจิทัล 

โดยการขับเคลื่อนและยกระดับความสามารถที่ว่ามาทั้งหมด เพื่อผลักดันและยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมของประเทศไทยให้มุ่งสู่การเป็น "ชาติแห่งนวัตกรรม" (Innovation Nation) 

โดยมุ่งเน้น 6 ประเด็นสำคัญดังนี้

1.รัฐคือ Sandbox และ Accelerator ของนวัตกรรม 

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

2.เร่งการเติบโตในการลงทุนทางนวัตกรรมเชื่อมกับการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย 

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

3.กระตุ้นกิจกรรมและสร้างฐานข้อมูลตลาดการเงินนวัตกรรมและตลาดทุนทางเทคโนโลยี

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

4.เพิ่มจำนวนวิสาหกิจฐานนวัตกรรมเพื่อการปฎิรูปโครงสร้างทางธุรกิจ

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

5.กระตุ้นการจดทะเบียนและใช้ประโยชน์สิทธิบัตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

6.เพิ่มจำนวนนวัตกรรมฐานความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม 

NIA ดึงกูรูจากฝรั่งเศสแนะรับมืออนาคต ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก

ดร.เรเน่ รอห์เบรค ศาตราจารย์ด้านนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง และผู้อำนวยการศูนย์คาดการณ์อนาคตจาก EDHEC Business School ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้แก่

1.Thailand 4.0 เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าสู่การส่งเสริมเทคโนโลยี โดยเน้น 4 เทคโนโลยีหลัก คือ เทคโนโลยีชีวภาพ , เทคโนโลยีนาโน , เทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง และเทคโนโลยีดิจิทัล 

2.การขยายตัวของการค้าบริการระหว่างประเทศ โดยเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว สู่การบริการระดับมืออาชีพที่ทำการค้าทางอ้อมผ่านห่วงโซ่มูลค่า ที่คาดจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดอีก 10 ปีข้างหน้า

3.การผลักดันไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความรู้ บริษัทจะต้องมีพนักงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาด้านการผลิต สังคมศาสตร์ ไอที และการแนะแนวอาชีพที่มีคุณภาพ และกระตุ้นความต้องการทักษะระดับสูงในตลาดแรงงานไทย

4.การพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว มาพร้อมจำนวนแรงงานที่น้อยลง เน้นการทำงานเชิงคุณภาพมากขึ้น จะทำให้ผลิตภัณพ์สีเขียวหรือ Eco มีราคาที่สูงขึ้น

ดร.เรเน่ ได้กล่าวเพิ่มเติมทิ้งท้ายไว้ว่า

องค์กรที่ควรรับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยโมเดลฟิวเจอร์ฟิตเนส (FUTURE FITNESS MODEL) จะประกอบด้วย

การเรียนรู้ (Perceiveing) คือการสำรวจและศึกษาสัญญานการเปลี่ยนแปลง เพื่อรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้น 

การคาดการณ์ (Prospecting) ซึ่งคาดผลที่จะเกิดขึ้น จะเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ 

การทดลอง (Probing) จะทำให้แก้ปัญหาได้ด้วยทรัพยากรที่มี 

และควรมีความสามารถในการคาดการณ์อนาคต จัดอบรมศึกษาเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานในระดับผู้จัดการ

การร่วมมือระหว่างผู้นำและเครือข่ายพันธมิตรจะทำให้องค์กรพร้อมและมีความสนุกในการทำงานกับนวัตกรรม

related