
SHORT CUT
สหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่านด้วยโดรน FLM-136 รุ่นก๊อบ 'ชาเฮด' ประเดิมปฏิบัติการ Epic Fury ครั้งแรก เน้นราคาถูกสู้ศึกยืดเยื้อ หลังกูรูเตือนคลังอาวุธหลักเริ่มร่อยหรอ
แม้กองทัพสหรัฐฯ จะเป็นที่รู้จักในด้านการใช้อาวุธล้ำสมัยราคาสูง แต่ในขณะนี้ สหรัฐฯ กำลังเริ่มส่งโดรนราคาถูกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้โดรนลักษณะนี้เองและยังเคยถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่กลุ่มพันธมิตรของตัวเองมาตลอด
กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ได้วางกำลังโดรนรุ่นก็อปปี้ที่ลอกเลียนมาจาก โดรนชาเฮด ของอิหร่านที่เคยใช้ในการโจมตีอิสราเอล พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและยูเครน
แถลงการณ์ของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า หน่วยเฉพาะกิจ Scorpion Strike ของ CENTCOM กำลังใช้งานโดรนโจมตีแบบเที่ยวเดียวในการรบภายใต้ปฏิบัติการ 'Epic Fury' เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมเสริมว่า โดรนต้นทุนต่ำเหล่านี้ที่ถอดแบบมาจากโดรนชาเฮดของอิหร่านกำลังทำหน้าที่ส่งคืนการแก้แค้นด้วยอาวุธที่ผลิตในอเมริกา
โดรนต้นทุนต่ำรุ่นนี้มีชื่อรหัสว่า 'FLM-136' เป็นโดรนโจมตีราคาประหยัด (Low-cost Unmanned Combat Attack System : LUCAS) ที่พัฒนาโดยบริษัท Spectreworks ในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ ด้วยสนนราคาประมาณลำละ 35,000 ดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับราคาของขีปนาวุธขั้นสูงที่อาจมีราคาหลายล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ โดรน LUCAS ยังสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อใช้ในภารกิจการลาดตระเวนได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าอิหร่านอาจจะพอคาดการณ์เรื่องการมาของโดรน LUCAS ได้ เนื่องจากมีการทดสอบยิงโดรนรุ่นนี้จากเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจ Scorpion Strike เป็นฝูงบินแรกที่มุ่งเน้นการใช้โดรนโจมตีแบบเที่ยวเดียวโดยเฉพาะ และอยู่ภายใต้การนำของเจ้าหน้าที่จากหน่วยบัญชาการยุทธการพิเศษสหรัฐฯ (USSOCOM-Central)
หน่วยนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม หลังจาก 'พีต เฮกเซธ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ สั่งการให้เร่งรัดการจัดหาและนำอาวุธอัตโนมัติราคาประหยัดเข้าประจำการในกองทัพ เมื่อช่วงกลางปีก่อน
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวโดรนราคาประหยัดในการรบจริงเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นท่ามกลางความเป็นกังวลของผู้เชี่ยวชาญว่าคลังแสงอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ อาจไม่เพียงพอสำหรับการรองรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกับอิหร่านได้
'มาร์ก เอสเปอร์' (Mark Esper) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ก่อนการโจมตีอิหร่านว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่ยืดเยื้อหรือการสนับสนุนพันธมิตรในสงครามระยะยาว
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า เราไม่มีฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ นับประสาอะไรกับคลังอาวุธสำคัญอย่าง ระบบขีปนาวุธป้องกันจากพื้นสู่อากาศ Patriot ระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD หรืออาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น JASSM เลย
สหรัฐฯ ทยอยลดปริมาณขีปนาวุธและระบบสกัดกั้นในคลังแสงลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยในการสู้รบกับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก (Tomahawk) อย่างหนัก ซึ่งอาวุธชนิดนี้ก็ถูกนำมาใช้โจมตีอิหร่าน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องปกป้องพันธมิตรด้วยระบบ Patriot และขีปนาวุธจากเรือสู่อากาศ Standard Missile เพื่อยิงสกัดภัยคุกคามที่พุ่งเป้าเข้ามา
แม้จำนวนอาวุธที่แน่ชัดของสหรัฐฯ จะเป็นความลับ แต่จากการจำลองสถานการณ์สงครามในอดีตที่สมมติความขัดแย้งกับจีนนั้นแสดงให้เห็นว่าอาวุธบางประเภทอาจหมดลงภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งกับอิหร่านอาจยืดเยื้อออกไปอีกสักระยะ หลังตั้งเป้าหมายที่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเตหะราน และโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย เมื่อวันเสาร์ว่า การทิ้งระเบิดจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งสันติภาพทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและทั่วโลก!
ขณะที่ 'เจมส์ สตัฟริดิส' (James Stavridis) พลเรือเอกเกษียณอายุราชการและอดีตผู้บัญชาการสูงสุดขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) ให้ความเห็นเมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ใช้อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงไปแล้วหลายร้อยลูกและมองว่าถึงเวลาที่ต้องเริ่มกันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งกำลังบำรุงแล้วในตอนนี้
ที่มา: Fortune