
SHORT CUT
ส่องนวัตกรรม 'RAMAAI CXR Solution' ผู้ช่วยแพทย์อ่านฟิล์ม x-ray ทรวงอก ที่ เป๊ะ! แม่นยำ รวดเร็ว ช่วยลดความผิดพลาด ลดภาระงานหมอ สร้างความเสมอภาคทางสุขภาพให้คนไทย เจาะลึกผ่านมุมมองรังสีแพทย์แห่งรามาธิบดี
ในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย หากเรามองลึกลงไปเบื้องหลังฉากหน้าของการรักษาพยาบาล เราจะพบกับตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีรังสีแพทย์เพียงประมาณ 2,000 คน แต่กลับมีปริมาณฟิล์มเอกซเรย์ที่ถูกส่งเข้ามาในระบบสูงถึง 30 ล้านฟิล์มต่อปี และที่น่ากังวลคือตัวเลขนี้มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น 8-10% ในทุกๆ ปี ความไม่สมดุลกันระหว่างจำนวนแพทย์และปริมาณงานนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาล และสร้างภาระอย่างหนักให้กับบุคลากรทางการแพทย์
อ.พญ.นริศรา ชอบอรุณ อาจารย์แพทย์หน่วยรังสีวินิจฉัยโรคทรวงอก โรงพยาบาลรามาธิบดี สะท้อนภาพจำในอดีตสมัยที่เป็นแพทย์ใช้ทุนในต่างจังหวัดว่า "ความรู้สึกเวลาที่เราต้องอ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอดในช่วงจบใหม่ๆ คือความไม่ค่อยมั่นใจค่ะ เราต้องอ่านฟิล์มจำนวนค่อนข้างเยอะ ถ้าย้อนกลับไปในเวลานั้น หากมีตัวช่วยเข้ามา ก็คงจะเกิดความมั่นใจได้มากขึ้น"
ความเหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่อง การต้องอดนอน หรือแม้แต่สิ่งเร้าระหว่างการตรวจต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รังสีแพทย์หนึ่งท่านอาจต้องอ่านฟิล์มเอกซเรย์ขั้นต่ำ 60-100 ใบ หรือหากอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างรามาธิบดี ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 200-300 ใบต่อคนต่อวัน โดยฟิล์มบางใบอาจต้องใช้เวลาในการแปลผลความผิดปกติต่างๆ ถึง 7-15 นาที ภายใต้สภาวะเช่นนี้ การมองข้ามจุดผิดปกติเล็กๆ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และนี่คือจุดที่นวัตกรรมเทคโนโลยีต้องก้าวเข้ามาเพื่อ ลดภาระงานหมอ และ ลดความผิดพลาด อย่างเร่งด่วน
"การใช้ AI ช่วยแพทย์ที่ประสบการณ์น้อย มองเห็นจุดที่ผิดปกติได้ดีมากยิ่งขึ้น" อ.พญ.นริศรา ชอบอรุณ เผย
ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น และความท้าทาย 'RAMAAI CXR Solution' หรือที่ทีมแพทย์เรียกกันด้วยชื่อเล่นอันอบอุ่นว่า "ระไม" ได้ถือกำเนิดขึ้น อ.พญ.ชญานิน นิติวรางกูร อาจารย์แพทย์หน่วยรังสีวินิจฉัยโรคทรวงอกคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม. มหิดล ผู้วิจัยหลักโครงการ RAMAAI เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า โครงการนี้ริเริ่มขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ ก่อนจะถูกพัฒนาต่อยอดเข้าสู่เฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถมาใช้วินิจฉัยภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-Ray) แบบครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ความโดดเด่นที่ทำให้ 'ระไม หรือ RAMAAI CXR Solution' แตกต่างจากซอฟต์แวร์ต่างชาติคือ "ข้อมูล" โมเดลอัจฉริยะนี้ถูกฝึกฝน (Train) จากฐานข้อมูลภาพเอกซเรย์ปอดของคนไทยมากกว่า2 ล้านภาพจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่ง 99 % เป็นสรีระของคนไทย ทำให้ระบบมีความเข้ากันได้ (Compatible) และมีความแม่นยำสูงเมื่อนำมาใช้งานจริงกับผู้ป่วยชาวไทย โดยผ่านการปรับจูนจากรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน มากกว่า 15-20 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
หลายคนอาจตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งงานหรือทำหน้าที่แทนแพทย์หรือไม่ ? อ.พญ.นริศรา ขยายภาพจุดนี้ ในประเด็นนี้อย่างเคลียร์ชัดว่า
"อยากให้สบายใจว่า AI ไม่ได้มาทำงานแทนหมอค่ะ แต่เป็นตัวช่วยที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย" อ.พญ.ชญานิน นิติวรางกูร ให้ความเห็น
อ.พญ.ชญานิน ได้เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า "ถ้าเปรียบแพทย์เป็นเหมือนนักบิน RAMAAI CXR Solution ก็เหมือนผู้ช่วยนักบิน (Co-pilot)" ในอดีตรังสีแพทย์ไม่มีทางทราบเลยว่าในกองฟิล์มเอกซเรย์หลายร้อยใบนั้น ใบไหนมีความผิดปกติรุนแรงที่ต้องได้รับการตรวจก่อน แต่ AI ผู้ช่วยแพทย์ ตัวนี้ จะเข้ามาทำหน้าที่คัดกรองเบื้องต้น หากพบว่าฟิล์มใบไหนมีโอกาสผิดปกติสูง ระบบจะดึงฟิล์มใบนั้นขึ้นมาให้แพทย์พิจารณาก่อน ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ระบบยังช่วยสปอต (Spot) รอยโรคด้วย Heat Map แสดงจุดสีในบริเวณที่น่าสงสัย ทำให้การ อ่านฟิล์ม x-ray ทรวงอก เป็นไปอย่างรัดกุมที่สุด
บริบทที่ AI เข้ามาช่วยเริ่มตั้งแต่การคัดกรองแยกคนไข้ปกติกับผิดปกติออกจากกัน ทำให้คุณหมอสามารถเข้าไปดูแลกลุ่มที่ผิดปกติได้ก่อน อันดับต่อมาคือช่วยเพิ่มความสามารถในการวินิจฉัย อ.พญ.ชญานิน นิติวรางกูร กล่าว
ความสามารถของ 'RAMAAI CXR Solution' ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงโรคใดโรคหนึ่ง แต่สามารถประเมินความผิดปกติได้ถึง 16 ประเภท เรียกได้ว่าทำงานได้แบบ เป๊ะ! แม่นยำ รวดเร็ว (ถึงจะเป็นจุดเล็กๆ หรือเป็นแค่รอยโรคที่ซ่อนอยู่ ก็สามารถจัดการช่วยวิเคราะห์ และบ่งชี้รอยโรคได้)
อ.พญ.นริศรา ขยายความว่า ระบบสามารถแยกระบุได้ชัดเจนว่าเป็น ก้อนในปอดซึ่งอาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อ หรือมะเร็งปอด ภาวะปอดอักเสบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ในกลุ่มคนสูบบุหรี่ รวมถึงภาวะหัวใจโต ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายประเภท Endurance หรือแม้แต่ "ภาวะปอดแตก" ที่เกิดจากถุงลม (Bleb) บริเวณขอบปอดแตก ซึ่งมักพบได้บ่อยในผู้ชายที่มีสรีระรูปร่างสูง
นอกจากนี้ ในยุคที่คนไทยต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือ อ.พญ.ชญานิน ระบุว่า AI ผู้ช่วยแพทย์ ตัวนี้สามารถช่วยคัดกรอง "มะเร็งปอด" ในระยะเริ่มต้นได้อย่างไวขึ้น ซึ่งจากการทดสอบนำฟิล์มเก่าที่รังสีแพทย์เคยมองไม่เห็นรอยโรคมาให้ AI อ่าน ปรากฏว่าระบบสามารถบ่งชี้รอยโรคมะเร็งปอดเจอได้ถึง 72% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สร้างความหวังครั้งใหญ่ในวงการแพทย์
หนึ่งในฟีเจอร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้ำหน้าและออกแบบมาเพื่อบริบทของสังคมไทยอย่างแท้จริงคือ "โมดูล Zero TB" ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของวัณโรค (Endemic area) สูงกว่าหลายประเทศ รอยโรคที่ปรากฏบนฟิล์มจึงมักมีทั้งรอยแผลเก่าและใหม่ปะปนกันไป
ความอัจฉริยะของ 'RAMAAI CXR Solution' คือ นอกเหนือจากการระบุตำแหน่งของวัณโรคแล้ว ระบบยังสามารถทำการประเมินเชิงลึกได้ว่า รอยโรคที่ตรวจพบนั้น "อยู่ในระยะแพร่เชื้อหรือไม่" พร้อมบอกระดับความมั่นใจของ AI ฟังก์ชันนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญทางสาธารณสุข เพราะช่วยให้แพทย์สามารถคัดกรอง แยกผู้ป่วย และตีกรอบจำกัดการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรคลงสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตอบรับกับเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการมุ่งสู่ระดับ Zero TB
นวัตกรรมที่ดีต้องไม่กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องสามารถขยายผลการใช้งาน (Scalability) เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คนในวงกว้างได้ อ.พญ.ชญานิน ได้เล่าให้ฟัง ถึงก้าวสำคัญนี้ อีกว่า ทีมงานได้ตัดสินใจเลือกทำงานร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ในฐานะพาร์ทเนอร์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
การขยายระบบไปสู่โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศจำเป็นต้องอาศัยระบบ Cloud ที่มีความเสถียร ยืดหยุ่น และที่สำคัญที่สุดคือ "ความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย" ก่อนที่ภาพเอกซเรย์จะถูกอัปโหลดขึ้นระบบ ข้อมูลระบุตัวตนของคนไข้ทั้งหมดจะถูกปกปิดและลบออก (Anonymize) ก่อนส่งเข้าเพื่อทำการวินิจฉัยโดย AI และทำการ match กลับเพื่อแสดงผลแก่แพทย์ผู้รักษา ณ โรงพยาบาล ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ถึงความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ ทางทีมแพทย์ยังได้นำ AI Tools จากไมโครซอฟท์ มาทดลองพัฒนาและต่อยอดความฉลาดของโมเดลให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นในอนาคต
ประเด็นที่สำคัญที่สุด นั่นคือ แล้วจากคำถามที่ว่า ประชาชนคนธรรมดาจะได้ประโยชน์อะไรจากเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ ? คำตอบคือ "ความเสมอภาคทางสุขภาพ"
เป้าหมายสูงสุดของ 'RAMAAI CXR Solution' ไม่ใช่การค้ากำไร แต่คือการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อสังคม ประชาชนที่เข้ามารับบริการเอกซเรย์ ซึ่งในการเอกซเรย์ปอดนั้น รวมอยู่ในสิทธิของผู้ป่วยที่ใช้สิทธิรักษา 30 บาทรักษาทุกโรค (บัตรทอง) ด้วย จะได้รับประโยชน์จาก AI ผู้ช่วยแพทย์ ตัวนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมในโรงพยาบาลที่มี 'RAMAAI CXR Solution'
ลองจินตนาการถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่อาจจะไม่มีรังสีแพทย์ประจำคอยอ่านฟิล์ม การนำระบบนี้ไปติดตั้งแบบ Plug-in จะเปรียบเสมือนการส่ง "ผู้ช่วยอาจารย์หมอจากรามาธิบดี" ไปยืนอยู่เคียงข้างแพทย์ทั่วไปในชนบท ช่วยให้การ อ่านฟิล์ม x-ray ทรวงอก เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทในต่างจังหวัดจะได้รับการคัดกรองที่รวดเร็ว หากพบโรคร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสรักษาก็จะสูงขึ้น ซึ่งในภาพรวมระดับมหภาค สิ่งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล (Cost-Benefit)
ปัจจุบัน 'RAMAAI CXR Solution' ให้บริการอยู่ประมาณ 5-6 แห่ง และในฐานะผู้ผลักดันนวัตกรรม โครงการนี้กำลังขยายการติดตั้งไปยังโรงพยาบาลเครือข่ายของกรมการแพทย์เพิ่มอีก 14 แห่ง รวมเป็น 17 แห่งภายในช่วงกลางปี 2026
การเดินทางของ "ระไม" จากระบบที่ถูกสร้างขึ้นในยามวิกฤต สู่การขออนุมัติจาก อย. เพื่อเป็นเครื่องมือแพทย์ (Medical Device) อย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแพทย์ไทยที่ไม่เคยหยุดคิดค้นเพื่อชีวิตคนไทย
นี่คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยี AI ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวหรือห่างไกลตัวอีกต่อไป เมื่อมันถูกนำมาใช้อย่างมีจริยธรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการ ลดภาระงานหมอ และ ลดความผิดพลาด สร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ที่แข็งแกร่ง
ท้ายที่สุดแล้ว 'RAMAAI' คือสัญลักษณ์ของการบูรณาการระหว่างปัญญาประดิษฐ์และหัวใจของความเป็นมนุษย์ เป็น AI ผู้ช่วยแพทย์ ที่เกิดมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้รักษาและผู้ถูกรักษา เพื่อให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะใช้สิทธิการรักษาใดหรืออยู่ห่างไกลแค่ไหน ก็มีสิทธิเข้าถึงการวินิจฉัยที่แม่นยำและได้มาตรฐานสูงสุดอย่างเท่าเทียมกัน