เมื่อ Deepfake ราคาถูกลง 'คลิป-เสียงปลอม' จึงไม่ใช่เรื่องของมือโปรอีกต่อไป

เมื่อ Deepfake ราคาถูกลง 'คลิป-เสียงปลอม' จึงไม่ใช่เรื่องของมือโปรอีกต่อไป

Deepfake ถูกลง ไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีเข้าถึงง่ายขึ้นอย่างเดียว แต่หมายถึงมิจฉาชีพกำลังใช้ AI ปลอมทั้งใบหน้าและเสียงหลอกคนได้มากขึ้น โดยแทบไม่ต้องกลัวขาดทุน เรียนรู้วิธีรับมือเมื่อคนในวิดีโอคอลอาจไม่ใช่คนที่เราคิด

SHORT CUT

  • เทคโนโลยี AI ที่ถูกลงและใช้งานง่ายขึ้น ทำให้ต้นทุนการสร้าง Deepfake ทั้งภาพและเสียงลดลงอย่างมาก โดยมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักพันบาทบนตลาดมืด
  • ภัยจาก Deepfake ได้ขยายวงกว้างจากการเป็นแค่ข่าวปลอมสู่เครื่องมืออาชญากรรมไซเบอร์ เช่น หลอกโอนเงิน ขโมยข้อมูล และแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น โดยกลุ่มเสี่ยงไม่ใช่แค่คนดังแต่รวมถึงคนทั่วไป
  • การป้องกันที่ดีที่สุดคือการ 'หยุดสนทนาเมื่อสงสัย' และติดต่อกลับเพื่อตรวจสอบผ่านช่องทางอื่นที่เชื่อถือได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการร้องขอเรื่องเงินหรือข้อมูลส่วนตัว

Deepfake ถูกลง ไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีเข้าถึงง่ายขึ้นอย่างเดียว แต่หมายถึงมิจฉาชีพกำลังใช้ AI ปลอมทั้งใบหน้าและเสียงหลอกคนได้มากขึ้น โดยแทบไม่ต้องกลัวขาดทุน เรียนรู้วิธีรับมือเมื่อคนในวิดีโอคอลอาจไม่ใช่คนที่เราคิด

ยุคหนึ่งเราถูกสอนว่า 'สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น' แต่ในยุค Generative AI แม้ตาจะเห็น หูจะได้ยิน ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

ใบหน้าของดารา ผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนในครอบครัว สามารถถูกนำไปสร้างเป็นวิดีโอปลอม หรือ Deepfake ได้ ขณะที่เสียงเพียงไม่กี่ช่วงจากคลิปออนไลน์ อาจกลายเป็นวัตถุดิบให้มิจฉาชีพสร้างเสียงเลียนแบบเจ้าของตัวจริง

Deepfake จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาข่าวปลอมหรือคอนเทนต์บิดเบือน แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากรรมไซเบอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การหลอกโอนเงิน ขโมยบัญชี ปลอมตัวเป็นผู้บริหาร ไปจนถึงการนำชื่อเสียงของบุคคลอื่นไปใช้โปรโมตธุรกิจผิดกฎหมาย

ต้นทุนทำ Deepfake ถูกลง คนยิ่งถูกหลอกมากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้ภัย Deepfake ขยายตัวเร็ว คือเครื่องมือสร้างภาพ วิดีโอ และเสียงสังเคราะห์มีราคาถูกลง ใช้งานง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางเทคนิคสูงเหมือนในอดีต

ทีมวิจัยของแคสเปอร์สกี้พบโฆษณาให้บริการสร้าง Deepfake แบบวิดีโอและเสียงบนตลาดมืด มีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยวิดีโอปลอมมีราคาเริ่มต้นประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนข้อความเสียงปลอม มีราคาเริ่มต้นที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาจะเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนและระยะเวลาของเนื้อหา

แปลแบบไม่อ้อมค้อมคือ ต้นทุนในการปลอมตัวเป็นคนอื่นอาจถูกกว่าราคาสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่อง ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงเงินเก็บทั้งชีวิต

กลุ่มเสี่ยงจึงไม่ได้มีเฉพาะบุคคลมีชื่อเสียง แต่รวมถึงพนักงานบริษัท เจ้าของกิจการ ผู้สูงอายุ เด็ก คนที่เริ่มใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงคนทั่วไปที่เผยแพร่ภาพและเสียงของตัวเองบนโซเชียลมีเดียเป็นประจำ

เมื่อ Deepfake ราคาถูกลง 'คลิป-เสียงปลอม' จึงไม่ใช่เรื่องของมือโปรอีกต่อไป

สัญญาณเตือนว่า คลิป-เสียงอาจเป็น Deepfake

คุณภาพของ Deepfake พัฒนาเร็วขึ้นเรื่อยๆ การพยายามจับผิดแค่ปากไม่ตรงเสียง กะพริบตาผิดธรรมชาติ หรือใบหน้าดูแข็ง อาจใช้จับผิดไม่ได้อีกต่อไป  หากสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพ ไม่ควรพูดคุยต่อ เพราะนั่นเท่ากับบอกอีกฝ่ายว่า ช่องทางนี้มีคนใช้งานจริงและคุณยังสามารถถูกหลอกได้ มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลจากการสนทนาไปปรับแผน กดดันหนักขึ้น หรือเพิ่มข้อเรียกร้องมากกว่าเดิม โดยมักใช้ประเด็นเกี่ยวกับ

  • เร่งให้โอนเงินหรือทำรายการทันที
  • ขอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ
  • ไม่ยอมให้วางสายหรือโทรกลับ
  • ขอรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลบัญชี
  • ใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน ความกลัว ความอับอาย หรืออำนาจหน้าที่กดดัน
  • รูปแบบการพูดผิดไปจากนิสัยเดิม หรือให้ข้อมูลที่คนใกล้ชิดควรรู้ไม่ได้

มิจฉาชีพไม่ได้ชนะเพราะ AI ฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่ชนะเพราะอาศัยการสร้างความตื่นตระหนก ความเร่งรีบ หรือความอับอายเพื่อบงการเหยื่อ ดังนั้นการตัดช่องทางการสื่อสารโดยสิ้นเชิงจะทำลายกลยุทธ์ทางจิตวิทยาของมิจฉาชีพได้

เมื่อ Deepfake ราคาถูกลง 'คลิป-เสียงปลอม' จึงไม่ใช่เรื่องของมือโปรอีกต่อไป

สงสัยว่าคลิปหรือเสียงเป็น Deepfake ต้องทำอย่างไร?

1. หยุดคุย แล้วติดต่อกลับผ่านช่องทางอื่น

หากได้รับวิดีโอคอลหรือข้อความเสียงที่มีคำขอผิดปกติ เช่น ขอให้โอนเงิน ส่งรหัส OTP หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ให้ยุติการสนทนาทันที จากนั้นโทรกลับไปยังเบอร์ที่เคยใช้ติดต่อกัน หรือส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันอื่นที่รู้ว่าเป็นบัญชีจริง

อย่าโทรกลับไปยังเบอร์ใหม่ กดลิงก์ หรือใช้บัญชีที่อีกฝ่ายส่งมาให้ เพราะช่องทางเหล่านั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนหลอกลวง

แคสเปอร์สกี้ แนะนำหลักง่ายๆ คือ การหยุดคุยและตรวจสอบคำขอผ่านช่องทางอื่นที่เราเลือกเอง ธีนี้ช่วยลดโอกาสถูกมิจฉาชีพควบคุมสถานการณ์ เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันกลโกงที่ใช้ AI ได้ผลมากที่สุด

2. อย่าท้าทาย ต่อรอง หรือแกล้งคุยต่อ

เมื่อรู้ว่าเป็นมิจฉาชีพ บางคนอาจอยากคุยต่อเพื่อจับผิด ถ่วงเวลา หรือด่ากลับ แต่ยิ่งตอบโต้ ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า บัญชีนี้มีคนใช้งานจริงและยังสามารถติดต่อได้

มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลจากบทสนทนาไปปรับวิธีหลอก กดดันหนักขึ้น หรือกลับมาติดต่อผ่านช่องทางอื่น ทางที่ปลอดภัยกว่าคือ หยุดตอบ บล็อก และรายงานบัญชีทันที

3. ถามเรื่องที่คนจริงเท่านั้นควรรู้

หากยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นตัวจริงหรือไม่ ลองถามถึงเรื่องที่ไม่มีอยู่บนโซเชียลมีเดีย เช่น เหตุการณ์ที่เพิ่งคุยกัน สถานที่ที่เคยไปด้วยกัน หรือรายละเอียดเฉพาะระหว่างกัน

ครอบครัวหรือทีมงานควรตั้ง 'รหัสลับ' สำหรับใช้ยืนยันตัวตนในกรณีฉุกเฉิน โดยหลีกเลี่ยงคำที่คาดเดาได้ง่าย เช่น วันเกิด ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือข้อมูลที่เคยโพสต์ออนไลน์

4. เก็บหลักฐานก่อนบล็อก

บันทึกทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเท่าที่ทำได้ เช่น แคปภาพหน้าจอ ชื่อบัญชี ลิงก์โปรไฟล์ เบอร์โทรศัพท์ วัน เวลา ข้อความ บันทึกการโอน และไฟล์วิดีโอหรือเสียง หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญต่อการแจ้งแพลตฟอร์ม ธนาคาร บริษัทประกัน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะเมื่อถูกหลอกโอนเงิน ขโมยข้อมูล หรือแอบอ้างตัวตน

5. รายงานแพลตฟอร์มและแจ้งเจ้าหน้าที่

หากพบคลิป เสียง หรือบัญชีที่ใช้ Deepfake ให้กดรายงานผ่านแพลตฟอร์มนั้น โดยระบุว่าเป็นการแอบอ้างบุคคลอื่น สื่อดัดแปลง หรือการฉ้อโกง หากถูกหลอกโอนเงินไปแล้ว ควรรีบติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการทันที จากนั้นนำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความกับตำรวจ

6. แจ้งเจ้าของบัญชีตัวจริง

หากมิจฉาชีพติดต่อมาจากบัญชีของเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน ให้รีบแจ้งเจ้าของบัญชีผ่านช่องทางอื่นทันทีว่าบัญชีของเขาถูกแฮ็ก เพราะบัญชีดังกล่าวอาจถูกยึดไปใช้หลอกคนอื่นต่อ การแจ้งเตือนเร็วจะช่วยให้เจ้าของบัญชีกู้คืนการเข้าถึง เปลี่ยนรหัสผ่าน และเตือนผู้ติดต่อรายอื่นได้ทัน

เมื่อ Deepfake ราคาถูกลง 'คลิป-เสียงปลอม' จึงไม่ใช่เรื่องของมือโปรอีกต่อไป

ป้องกันไม่ให้ใบหน้าและเสียงถูกนำไปสร้าง Deepfake ได้อย่างไร?

1. จำกัดข้อมูลที่เปิดเป็นสาธารณะ

ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย และจำกัดการเข้าถึงรูปภาพหรือวิดีโอที่เห็นใบหน้าและได้ยินเสียงของคุณชัดเจน การจำกัดข้อมูลไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องปิดบัญชีหรือหยุดโพสต์ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องใช้โซเชียลมีเดียทำงาน แต่ควรแยกให้ชัดว่า

เนื้อหาใดจำเป็นต้องเปิดสาธารณะ และเนื้อหาใดควรให้เฉพาะเพื่อนหรือผู้ติดตามเห็น ยิ่งมีคลิปที่เห็นใบหน้าและได้ยินเสียงต่อเนื่องมากเท่าไร มิจฉาชีพก็ยิ่งมีข้อมูลสำหรับนำไปสร้างสื่อปลอมมากขึ้น

2. ตรวจสอบสิทธิ์กล้องและไมโครโฟน

ไม่อนุญาตให้แอปที่ไม่รู้จักหรือไม่จำเป็นเข้าถึงกล้อง ไมโครโฟน รูปภาพ หรือรายชื่อผู้ติดต่อในสมาร์ทโฟน เพราะมิจฉาชีพอาจซ่อนโปรแกรมเก็บข้อมูลไว้ในแอปแต่งภาพ เกม แบบทดสอบ หรือเครื่องมือฟรีจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรตรวจสอบสิทธิ์ของแอปในโทรศัพท์เป็นประจำ และลบแอปที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่รู้แหล่งที่มา

3. ใช้รหัสผ่านไม่ซ้ำและเปิด 2FA

ตั้งรหัสผ่านที่แตกต่างกันในแต่ละบัญชี พร้อมเปิดการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน หรือ 2FA ทุกครั้งที่ระบบรองรับ รวมถึงใช้ Passkey หากระบบรองรับ แม้มิจฉาชีพจะสร้างคลิปที่มีใบหน้าหรือเสียงของคุณได้ แต่ 2FA จะทำให้การเข้าถึงบัญชีจริงและนำบัญชีไปใช้หลอกคนอื่นทำได้ยากขึ้น

4. ฝึกคนใกล้ตัวก่อนเกิดเหตุ

อย่ารอให้เกิดเหตุแล้วค่อยอธิบายว่า Deepfake คืออะไร ควรพูดคุยกับเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกในครอบครัวล่วงหน้าว่า ไม่ควรโอนเงินหรือส่งรหัส OTP ให้เพียงเพราะเห็นหน้าและได้ยินเสียงของคนคุ้นเคย โดยอาจตั้งกติกาเล็กๆ ก็อาจช่วยหยุดความเสียหายได้ เช่น

  • หากมีเรื่องด่วน ต้องโทรกลับเบอร์เดิมเสมอ
  • ก่อนโอนเงิน ต้องยืนยันกับคนในครอบครัวอีกหนึ่งคน
  • ใช้รหัสลับที่รู้กันเฉพาะคนในบ้าน

เมื่อ Deepfake ราคาถูกลง 'คลิป-เสียงปลอม' จึงไม่ใช่เรื่องของมือโปรอีกต่อไป

เครื่องมือตรวจ Deepfake เชื่อถือได้แค่ไหน?

ปัจจุบันมีเครื่องมือตรวจ Deepfake ที่ช่วยวิเคราะห์ว่า ภาพ วิดีโอ หรือเสียงอาจถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI เช่น Deepware, Sensity AI และ Hive

อย่างไรก็ตาม ผลตรวจจากเครื่องมือเหล่านี้ไม่ควรถูกใช้เป็นคำตัดสินสุดท้าย เพราะเทคโนโลยีสร้าง Deepfake และเทคโนโลยีตรวจจับกำลังพัฒนาแข่งกันอยู่ตลอดเวลา ไฟล์ที่ถูกบีบอัด ตัดต่อ หรืออัปโหลดซ้ำหลายครั้ง อาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ บางครั้งสื่อจริงอาจถูกมองว่าเป็นของปลอม ขณะที่สื่อปลอมคุณภาพสูงอาจหลุดรอดจากการตรวจจับ

สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NIST จึงมองว่า การตรวจสอบจึงควรดูหลายอย่างร่วมกัน ทั้งแหล่งที่มาของไฟล์ ข้อมูลเมทาดาทา ลายน้ำดิจิทัล บัญชีที่เผยแพร่ และหลักฐานอื่นๆ ไม่ควรเชื่อแค่เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงอย่างเดียว

พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือตรวจ Deepfake ช่วยให้เราตั้งข้อสงสัยได้ แต่ยังไม่ใช่เครื่องจับโกหกที่แม่นยำ 100% ก่อนกล่าวหาว่าคลิปของใครเป็นของปลอม จึงควรตรวจสอบมากกว่าหนึ่งวิธี เพราะการตรวจผิดก็สร้างความเสียหายได้ไม่แพ้การปล่อยให้คลิปปลอมแพร่กระจาย

‘คนดัง-ฟุตบอลโลก FIFA 2026’ พนันออนไลน์- Deepfake เพียบ

ไซมอน เติ้ง ผู้จัดการทั่วไป ภูมิภาคอาเซียนและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ของเอเชีย แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า มหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก FIFA 2026 เป็นจังหวะสำคัญที่มิจฉาชีพนำกระแสการแข่งขันมาผูกกับเว็บพนัน ตั๋วปลอม ลิงก์สตรีมเถื่อน และโฆษณาหลอกลวง สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้คุกคามสมัยใหม่ที่ผสานการหลอกลวงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมตามเทศกาลเพื่อดึงดูดความสนใจจากสาธารณชนมากขึ้นและหาประโยชน์ในวงกว้างขึ้น

ขณะที่ในไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตำรวจไซเบอร์ปราบปรามเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์มูลค่ามหาศาล 2.5 พันล้านบาทต่อปี โดยเครือข่ายดังกล่าวใช้เทคโนโลยี AI ตัดต่อใบหน้าและเสียงของนักร้องชื่อดัง ‘ฮาย อาภาพร นครสวรรค์’ หลอกลวงประชาชนให้สมัครใช้งานแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยให้ความยินยอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าว

'การหยุด' อาจเป็นระบบป้องกัน Deepfake ที่ดีที่สุด

Deepfake ทำให้การเห็นหน้าและได้ยินเสียงไม่เพียงพอสำหรับยืนยันตัวตนอีกต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องระแวงทุกวิดีโอคอลจนใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในหนังสายลับ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ อย่าใช้ความคุ้นเคยของใบหน้าและเสียงเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อบทสนทนาเกี่ยวข้องกับเงิน ข้อมูลส่วนตัว รหัส OTP หรือคำสั่งที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

เพราะแม้ AI จะสร้างใบหน้าและเสียงปลอมได้ภายในไม่กี่นาที แต่การหยุด ตั้งสติ และโทรกลับไปตรวจสอบผ่านช่องทางเดิม อาจทำให้แผนหลอกลวงทั้งเรื่องพังลงได้ในสายเดียว

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Deepfake

Q: Deepfake คืออะไร?

A: Deepfake คือภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI เพื่อทำให้บุคคลหนึ่งดูเหมือนพูดหรือทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เทคโนโลยีนี้สามารถใช้เพื่อความบันเทิงได้ แต่ก็ถูกนำไปใช้แอบอ้าง หลอกโอนเงิน และเผยแพร่ข้อมูลเท็จเช่นกัน

Q: จะดูอย่างไรว่าวิดีโอคอลเป็น Deepfake?

A: อาจสังเกตความผิดปกติของสีหน้า แสง เงา การขยับปาก หรือเสียง แต่ไม่ควรพึ่งลักษณะทางภาพเพียงอย่างเดียว วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือยุติการโทร แล้วติดต่อบุคคลนั้นผ่านช่องทางอื่น พร้อมถามข้อมูลที่บุคคลจริงควรรู้

Q: หากคนในครอบครัววิดีโอคอลมาขอยืมเงิน ควรทำอย่างไร?

A: อย่ารีบโอนเงินแม้ใบหน้าและเสียงจะเหมือนจริง ให้วางสาย โทรกลับหมายเลขเดิม หรือสอบถามสมาชิกครอบครัวคนอื่นก่อน ควรมีรหัสลับที่ใช้ยืนยันตัวตนในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย

Q: ทำไมถึงไม่ควรคุยถ่วงเวลากับมิจฉาชีพ?

A: เพราะการสนทนากับมิจฉาชีพต่อ อาจยืนยันว่าช่องทางของคุณมีผู้ใช้งานจริง และเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าไม่แน่ใจควรบันทึกหลักฐานเท่าที่ทำได้ จากนั้นหยุดตอบ บล็อก และแจ้งเจ้าหน้าที่

Q: เครื่องมือตรวจจับ Deepfake แม่นยำ 100% หรือไม่?

A: ไม่แม่นยำ 100% เครื่องมือเหล่านี้ควรใช้เป็นตัวช่วยประกอบการตรวจสอบเท่านั้น ผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อนจากการบีบอัดไฟล์ การตัดต่อ หรือเทคนิคสร้างสื่อรูปแบบใหม่ จึงควรตรวจสอบแหล่งที่มาและหลักฐานอื่นร่วมด้วย

Q: หากใบหน้าถูกนำไปสร้าง Deepfake ต้องทำอย่างไร?

A: ควรบันทึกไฟล์ ลิงก์ ชื่อบัญชี วันและเวลาที่พบ จากนั้นรายงานแพลตฟอร์ม แจ้งผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ และติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การข่มขู่ การทำลายชื่อเสียง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

 

related