
SHORT CUT
GISTDA กำลังพัฒนา Risk Map แพลตฟอร์มแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติในรูปแบบ 3 มิติ โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลดาวเทียม แผนที่นี้สามารถจำลองสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพ คาดแล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค. 69 เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งจาก 'เอลนีโญ'
ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ทำให้ภัยพิบัติอย่าง "น้ำท่วม" และ "น้ำแล้ง" ทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น การบริหารจัดการแบบเดิมที่รอเยียวยาหลังเกิดเหตุอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนผ่านสู่ “การบริหารจัดการเชิงรุก” โดยมีเทคโนโลยีอวกาศเป็นกุญแจสำคัญ นอกจากจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการติดตามสถานการณ์ หาร่องรอยความเสียหายแล้ว ยังสามารถใช้ในคาดการณ์ เฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
ปัจจุบันข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง โดยใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่ง GISTDA มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ดร.สุรัสวดี ภูมิพานิช นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง โดยใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่ง GISTDA มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ในช่วงฤดูมรสุม เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคมของทุกปี
ทุกสัปดาห์ GISTDA จะมีการประชุมเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำล่วงหน้าจากการคาดการณ์ปริมาณฝน ปริมาณน้ำท่า และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีข้อมูลที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี และกรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น
ข้อมูลจากการประชุม จะนำไปใช้ในการวางแผนรับสัญญาณภาพถ่ายจากดาวเทียมและสั่งถ่ายภาพของดาวเทียมระบบเรดาร์ (radar) ที่สามารถถ่ายภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืนในพื้นที่มีเมฆหมอกปกคลุมเหนือบริเวณพื้นที่คาดว่าจะประสบภัยน้ำท่วม
ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้การประเมินขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง รวมทั้งการประสานขอรับการสนับสนุนข้อมูลจากภาคีเครือข่ายภัยพิบัติในกรณีภาวะวิกฤต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหน่วยงานเผชิญเหตุจะมีข้อมูลแผนที่ในการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์น้ำท่วม อ.ปัว จ.น่าน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนถึงอิทธิพลของลักษณะภูมิประเทศต่อภัยพิบัติ ด้วยลักษณะทางกายภาพของเมืองที่เป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขา ทำให้ในฤดูฝนมักจะมีน้ำไหลหลากมาโดยตลอดตั้งแต่โบราณกาล และในปัจจุบันปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยมีปริมาณฝนสะสมสูงกว่า 200 มิลลิเมตร ในพื้นที่ต้นน้ำทำให้ปริมาณน้ำหลากไหลเร็วและแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
GISTDA ได้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับการวิเคราะห์ถนน เส้นทางน้ำ ลักษณะภูมิประเทศ และตำแหน่งที่ตั้งของชุมชน จำนวน 11 ชุมชน ในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อประเมินว่าชุมชนใดมีความเสี่ยงที่เส้นทางเข้า-ออกอาจถูกตัดขาดเมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือดินถล่ม และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง
เนื่องจากหลายชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงและมีเส้นทางสัญจรเชื่อมต่ออย่างจำกัด ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้มองเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างชุมชน ถนน เส้นทางน้ำ และระบุจุดที่อาจเป็นคอขวดของการเดินทางได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนเฝ้าระวัง เตรียมเส้นทางสำรอง และสนับสนุนการเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม
GISTDA ได้พัฒนาแบบจำลองสามมิติ ที่จำลองสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติ หรือ scenarios โดยบูรณาการปัจจัยนำเข้าเชิงกายภาพและข้อมูลจากสถานการณ์จริงที่ผ่านมา ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน ข้อมูลน้ำท่าจากสถานีตรวจวัด ความสูงของพื้นที่ และภาพตัดขวางของลำน้ำ เพื่อประเมินความจุและอัตราการไหลของน้ำในลำน้ำสายหลักและสายรอง โดยแบบจำลองนี้สามารถคำนวณและคาดการณ์เวลาที่มวลน้ำจะเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง รวมถึงจำแนกสีของระดับความรุนแรง ความเร็วของน้ำ และความลึกของน้ำ โดยแสดงผลในรูปแบบสามมิติช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนเข้าใจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนได้อย่างชัดเจน
GISTDA ตั้งเป้าที่จะพัฒนาแพลตฟอร์ม RISK MAP ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานจริงภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้ เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งอันเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจจะเริ่มส่งผลรุนแรงต่อน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมการรับมือล่วงหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
บทเรียนสำคัญจากการปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดน่าน และการใช้ประโยชน์จากแบบจำลองสถานการณ์รวมถึงภารกิจแผนที่ RISK MAP ที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า “เทคโนโลยีดาวเทียม” แม้ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดน่านได้ แต่เทคโนโลยีนี้ก็ทำหน้าที่สำคัญในการเป็น “ดวงตาจากอวกาศ” ที่ช่วยมอบภาพกว้างแบบบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ พร้อมกับการพยากรณ์และคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีอวกาศอาจไม่สามารถเสกให้น้ำหยุดท่วมได้ แต่ทำหน้าที่เป็น “ดวงตาจากอวกาศ” ที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ พยากรณ์ล่วงหน้าได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เราไม่ต้องรอให้ภัยเกิดแล้วค่อยกู้ แต่สามารถ "วางแผนป้องกัน" และปรับตัวอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน