
SHORT CUT
เจาะลึกเกมระดับตำนาน GTA จากจุดเริ่มต้นยุค 2D สู่มหากาพย์ Open-World ระดับโลก ย้อนรอยความทรงจำของเกมเมอร์ที่เติบโตมาพร้อมกัน พร้อมตอบคำถามทำไมคนทั่วโลกรอ GTA 6
หากพูดถึงแฟรนไชส์เกมที่ทรงอิทธิพลและสร้างแรงสั่นสะเทือนได้มากที่สุด ชื่อของ Grand Theft Auto (GTA) ย่อมขึ้นแท่นอันดับต้นๆ อย่างไร้ข้อกังขา
ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ ผลงานชิ้นเอกนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิดีโอเกม แต่เป็นเสมือน 'บันทึกช่วงวัย' ของเกมเมอร์หลายเจนเนอเรชันที่เติบโตมาพร้อมกับวิวัฒนาการของมัน
ชวนย้อนรอยเส้นทางจากโปรเจกต์ที่เกือบจะถูกลืม สู่การเป็นสื่อบันเทิงที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และเหตุผลที่ว่าทำไม GTA VI ถึงเป็นมหากาพย์ที่คนทั้งโลกกำลังจับตามอง
ย้อนกลับไปในปี 1997 สตูดิโอ DMA Design (ซึ่งต่อมาคือ Rockstar North) ได้ปล่อยเกมระดับตำนานอย่าง Grand Theft Auto ภาคแรกออกมา แต่ทราบหรือไม่ว่า เดิมทีเกมนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเกมไล่ล่าปล้นเมืองตั้งแต่แรก
โปรเจกต์เดิมมีชื่อว่า Race'n'Chase เกมแข่งรถตำรวจจับตัวร้ายธรรมดาๆ แต่ระหว่างการพัฒนา เกิด 'บั๊ก' ของรถตำรวจที่แทนจะขับไล่ตามกติกา กลับพุ่งชนรถของผู้เล่น
ทีมพัฒนาพบว่า 'ความผิดพลาดนี้ กลับทำให้เกมสนุก' จึงตัดสินใจรื้อระบบใหม่ทั้งหมดและเปลี่ยนให้ผู้เล่นรับบทเป็นอาชญากรแทน
ในยุคนั้น แม้กราฟิกจะเป็นเพียงมุมมองกล้อง Top-down view ภาพ 2D แต่เสรีภาพในการเลือกทำสิ่งต่างๆ ในเมือง Liberty City, San Andreas และ Vice City กลับทำให้วงการเกมต้องจับตามอง
สองปีต่อมา GTA 2 ได้สร้างแรงกระเทือนในวงการอีกครั้งด้วยวิชวลเอฟเฟกต์ที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีการใส่ระบบแสงเงาแบบไดนามิก (Dynamic Lighting) ที่ทำให้สภาพแวดล้อมตอนกลางคืนดูมีมิติและสมจริงขึ้น
นอกจากนี้ อินเทอร์เฟซยังได้เพิ่มนวัตกรรมใหม่อย่าง 'มาตรวัดความเคารพ' (Respect Meter) ที่บังคับให้ผู้เล่นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างแก๊งอาชญากร 3 ฝ่าย ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของระบบความสัมพันธ์ในภาค 3D ถัดมา รวมถึงกิมมิกสุดคลาสสิกที่เพิ่มความท้าทาย คือการที่ผู้เล่นต้องนำเงินไปบริจาคที่โบสถ์ (ป้าย Jesus Saves) เพื่อบันทึกเซฟเกม
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมเกมเกิดขึ้นในปี 2001 เมื่อ GTA III วางจำหน่ายบน PlayStation 2 นี่คือการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่สู่โลก 3 มิติเต็มรูปแบบ ก่อร่างสร้างมาตรฐานใหม่ของเกมแนว Open-World ที่มอบอิสระในการท่องเมือง Liberty City อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
หลังจากนั้น GTA: Vice City (2002) Rockstar ใช้เวลาเพียงปีเดียวในการเนรมิตเมืองที่ได้แรงบันดาลใจจากไมอามียุค 80s ตัวเกมไม่ได้มีดีแค่อิสระ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยเนื้อเรื่องสุดเข้มข้น เพลงป๊อปยุคทอง และกลิ่นอายหนังอาชญากรรม ทำให้ผู้เล่น "อิน" ไปกับบรรยากาศจนถอนตัวไม่ขึ้น
และ GTA: San Andreas (2004) ก็ได้กลายเป็นไอคอนแห่งยุค 2000s แผนที่ครอบคลุมถึง 3 เมืองใหญ่ พร้อมระบบที่ให้เราได้ 'ใช้ชีวิต' จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ายิมยกดัมเบล ปรับแต่งรูปร่างตัวละคร แต่งรถ ไปจนถึงขับเครื่องบิน
ปี 2008 GTA IV ยกระดับเกมไปอีกขั้นด้วย Euphoria Physics และเนื้อเรื่องสุดเข้มข้นของ Niko Bellic อพยพย้ายถิ่นฐานสู้ชีวิตในอเมริกา สะท้อนด้านมืดของ 'American Dream' อย่างตรงไปตรงมา
และในปี 2013 'GTA V' ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เกมเล่าเรื่องผ่าน 3 ตัวละครหลัก (Michael, Franklin, Trevor) พร้อมระบบ Online ที่เปลี่ยนให้เมือง Los Santos กลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนทั่วโลก
ตัวเกมทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 3 วันหลังวางจำหน่าย และขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสื่อบันเทิงที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์
นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ 'GTA VI' กลายเป็นกระแสระดับโลกตั้งแต่ยังไม่วางขาย ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงามของกราฟิกหรือเนื้อเรื่อง แต่เป็นเพราะ 'คุณค่าทางจิตใจ'
สำหรับใครหลายคน GTA 'ไม่ใช่แค่เกม' แต่มันคือ 'บันทึกช่วงวัย' ตั้งแต่สมัยเด็ก จึงไม่แปลกที่ใครๆก็รอคอยที่จะเล่นเกมนี้
ที่มา : versionmusuem