การพัฒนา AI สามารถ 'ทำลายล้างมนุษยชาติ' ได้จริงหรือไม่

การพัฒนา AI สามารถ 'ทำลายล้างมนุษยชาติ' ได้จริงหรือไม่

เราควรกลัวไหม? เมื่อผู้อยู่เบื้องหลังพากันเตือนถึงอันตรายของ AI ที่อาจทำลายล้างมนุษยชาติภายใน 10 ปี แต่นักวิชาการชี้ เราควรกลัวผลกระทบที่กำลังเกิดในปัจจุบันมากกว่า

SHORT CUT

  • ผู้บริหารบริษัท AI ชั้นนำเตือนถึงความเสี่ยงที่ AI จะพัฒนาตัวเองจนเกินการควบคุมของมนุษย์ (Recursive Self-Improvement) ซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายล้างมนุษยชาติได้
  • อีกมุมมองหนึ่งชี้ว่ากระแสความกลัว AI อาจเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดการลงทุนและผลักดันกฎระเบียบที่กีดกันคู่แข่งรายย่อย
  • การมุ่งเน้นภัยคุกคามแบบไซไฟทำให้สังคมละเลยปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน เช่น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข่าวปลอม และความเสี่ยงจากการที่มนุษย์นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

เราควรกลัวไหม? เมื่อผู้อยู่เบื้องหลังพากันเตือนถึงอันตรายของ AI ที่อาจทำลายล้างมนุษยชาติภายใน 10 ปี แต่นักวิชาการชี้ เราควรกลัวผลกระทบที่กำลังเกิดในปัจจุบันมากกว่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเทคโนโลยีอีกครั้ง เมื่อ ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของบริษัท Anthropic บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนให้ 'ชะลอความเร็ว' ในการพัฒนา AI เนื่องจากความกังวลเรื่อง Recursive Self-Improvement (RSI) หรือภาวะที่ AI เริ่มมีความสามารถในการพัฒนาและสร้าง AI รุ่นถัดไปที่เก่งกาจขึ้นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาที่รวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะทำความเข้าใจหรือควบคุมได้ทัน

ก่อนหน้านี้ เจคอบ ค็อกซอน อดีตพนักงานของ Anthropic ก็เคยออกมาเตือนโซเชียลมีเดียว่า เทคโนโลยี AI อาจทำลายล้างมนุษยชาติได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ และยืนยันว่าไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางการตลาด โดยคำเตือนดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากนักวิจัยปัจจุบันของ Anthropic อีกสองราย เช่น เอวาน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) ซึ่งประเมินความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษย์จาก AI ขั้นสูงไว้สูงกว่า 10%

การพัฒนา AI สามารถ 'ทำลายล้างมนุษยชาติ' ได้จริงหรือไม่

ขณะที่ดร.เคท เดฟลิน ศาสตราจารย์ด้าน AI และสังคม กลับออกมาแสดงความเห็นต่าง โดยมองว่ากระแสความหวาดกลัวดังกล่าวมักจะถูกขึ้นเพื่อเรียกความสนใจจากสาธารณชน โดยใช้ภาพจำจากภาพยนตร์ไซไฟ ซึ่งหมายความว่า นี่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัท AI เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับ 'ความอัจฉริยะ' ของโมเดลตนเอง เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถดึงดูดการลงทุนมูลค่ามหาศาล เพราะไม่มีสิ่งใดจะแสดงถึงความศักยภาพของ AI ได้ดีไปกว่าการเป็น 'เทคโนโลยีที่คุกคามการดำรงอยู่ของมนุษย์'

นอกจากนี้ การโหมกระแสภัยคุกคามระดับล้างโลกยังถูกมองว่าเป็นกุศโลบายที่อาจเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดเกินจำเป็น ซึ่งจะกลายเป็นการกีดกันคู่แข่งรายย่อยและสตาร์ทอัพที่มีทุนน้อยกว่าให้ออกจากตลาด ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ครองตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมต่อไปได้อย่างมั่นคง

การพัฒนา AI สามารถ 'ทำลายล้างมนุษยชาติ' ได้จริงหรือไม่

ในแง่ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี ดร.เดฟลิน ชี้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (AGI) ที่มีความคิดและรับรู้ได้ด้วยตนเอง ยังคงเป็นเรื่องที่ห่างไกล และอาจไม่มีวันเกิดขึ้นจริง 

นอกจากนี้ การมุ่งเน้นความกลัวไปที่หายนะไซไฟ กลับทำให้สังคมมองข้าม 'ภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน' ซึ่งมีอยู่แล้วหลายมิติ ได้แก่:

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: ศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับประมวลผล AI ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลและใช้น้ำจำนวนมากในการระบายความร้อน

มลพิษทางข้อมูล: การแพร่กระจายของข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ และการผลิตเนื้อหาที่มีอคติไร้ความหลากหลาย

การขูดรีดแรงงานและสังคม: แรงงานแฝงในห่วงโซ่อุปกรณ์ AI ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมย่ำแย่ ตลอดจนผลกระทบต่อการแย่งงานและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถานที่ทำงาน

ส่วนประเด็นที่ AI อาจสร้างอันตรายร้ายแรงแก่ชีวิตมนุษย์ได้นั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคงไม่ได้เกิดจากตัว AI มีจิตสำนึกขึ้นมาสังหารมนุษย์ แต่เกิดจาก 'มนุษย์นำไปใช้ในทางที่ผิด' เช่น ผู้ไม่หวังดีใช้ AI ช่วยพัฒนาอาวุธชีวภาพและไวรัสร้ายแรง หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของมนุษย์ที่ปล่อยให้ตัวแทน AI (AI Agents) เข้าไปควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากคำเตือนที่เกินจริงของบริษัทเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความกังวลด้านจริยธรรม ส่งผลให้ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสหราชอาณาจักรล่าสุดโดย King's College London พบว่า 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามตัดสินใจจำกัดการใช้งาน AI ของตนเอง เนื่องจากมุมมองเชิงลบต่อเทคโนโลยีนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ