
SHORT CUT
หุ้น SpaceX ทะยานเกือบ 8% ส่งผลให้อีลอน มัสก์ หวนคืนสู่ทำเนียบเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง หลังธุรกิจ AI และภารกิจอวกาศเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ราคาหุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้นเกือบ 8% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ราคา 171.09 ดอลลาร์ ส่งผลให้ Elon Musk ซีอีโอของบริษัท กลับมาเป็นเศรษฐีระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง
การปรับตัวขึ้นของหุ้นครั้งนี้ สอดคล้องกับรายงานจากนักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ที่ประเมินว่าราคาหุ้น SpaceX ในปัจจุบันยังคง 'ถูกเกินไป'
พร้อมเน้นย้ำถึงศักยภาพการเติบโตจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI, ความก้าวหน้าของโครงการจรวด Starship และสัญญาคลาวด์ใหม่ๆ โดยแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อ และประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 300 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าราคาปิดปัจจุบันถึง 75%
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา SpaceX ประสบความสำเร็จในหลายภารกิจประวัติศาสตร์ภายในวันเดียว
ไม่ว่าจะเป็นการส่งทีมนักบินอวกาศของ NASA ขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ และการปล่อยชิป AI ของ Google ขึ้นสู่วงโคจร นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจปัญญาประดิษฐ์หลังจากการเข้าซื้อกิจการ xAI และ Cursor โดยสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากการให้เช่าพื้นที่ระบบแก่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Anthropic
ในด้านความสัมพันธ์กับภาครัฐ มัสก์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้เป็นผู้นำร่วมในโครงการ Project Meridian เพื่อประเมินเทคโนโลยีและอาวุธที่จำเป็นต่อการทหารในอนาคต
โดยข้อมูลจาก FedScout ระบุว่า SpaceX กวาดรายได้จากกระทรวงกลาโหมไปแล้วกว่า 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ มัสก์ยังเตรียมเปลี่ยนชื่อแผนกปัญญาประดิษฐ์จาก SpaceXAI เป็น 'SpaceXSI' เพื่อสอดรับกับนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความมั่งคั่งและอิทธิพลของบริษัทพุ่งสูงขึ้น มัสก์กลับไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีของสภาเมืองนิวยอร์กเกี่ยวกับการกำกับดูแล AI
ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตจากสมาชิกสภาว่า 'การเติบโตของอุตสาหกรรม AI กำลังดึงทรัพยากรสาธารณะไปใช้ และสร้างความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับซีอีโอเพียงไม่กี่ราย'
การกลับสู่บัลลังก์ 'เศรษฐีล้านล้าน' ของ อีลอน มัสก์ สะท้อนภาพว่า SpaceX ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงบริษัทสำรวจอวกาศ แต่กลายเป็น 'โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี' ที่โลกและรัฐบาลต้องพึ่งพา
การที่ SpaceX กวาดรายได้จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และตัวมัสก์เองได้เป็นแกนนำใน Project Meridian ชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลของเขาฝังรากลึกถึงระดับความมั่นคงของชาติ ประกอบกับการเดินเกมการเมืองที่ชาญฉลาดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจ
และหากการทดสอบจรวด Starship สำเร็จ มูลค่าบริษัทจะยิ่งพุ่งทะยาน แต่สิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถามคือ เรากำลังปล่อยให้อนาคตด้านอวกาศ AI และเทคโนโลยีการทหาร ตกอยู่ในมือของชายเพียงคนเดียวมากเกินไปหรือไม่?
ที่มา : CNBC