ข่าว

ยื่นภาษี ‘ฟรีแลนซ์’ สิทธิ์ที่ควรรู้ ไขข้อสงสัยเรื่องภาษีเงินได้

ยื่นภาษี ‘ฟรีแลนซ์’ สิทธิ์ที่ควรรู้พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องภาษีเงินได้ จะได้ใช้สิทธิ์ของตัวเองได้อย่างคุ้มค่า

สมัยนี้คนหันมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์ หรือประกอบอาชีพอิสระที่ไม่สังกัดออฟฟิศเป็นจำนวนมาก แต่ใครจะคิดว่าการทำงานฟรีแลนซ์นั้น ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เพราะต้องดูแลจัดการเงินของตัวเองให้เป็นระบบระเบียบด้วย  โดยเฉพาะต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยตามกฎหมาย ผู้ที่มีเงินได้เกิน 10,000 บาทต่อเดือน หรือ 60,000 บาทต่อปี จำเป็นต้องยื่นภาษีทุกคน  แล้วฟรีแลนซ์ต้องรู้อะไร แตกต่างจากพนักงานในองค์กรทั่วไปแค่ไหน มาเรียนรู้ไว้จะได้ใช้สิทธิ์ของตัวเองได้อย่างคุ้มค่า

โดยเงินได้ของฟรีแลนซ์จะเข้าข่าย “เงินได้ประเภทที่ 2” ตามประมวลรัษฎากร หรือ “เงินได้มาตรา 40 (2)”

หลายคนเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่าจะรู้ “ประเภทเงินได้” ไปทำไม จริงๆ เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเงินได้แต่ละประเภทสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน โดยประเภทเงินได้แบ่งออกดังนี้

มาตรา 40 (1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ฯลฯ

มาตรา 40 (2) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ฯลฯ

มาตรา 40 (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

มาตรา 40 (4) เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน ฯลฯ *ไม่สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายได้

มาตรา 40 (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่น เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

มาตรา 40 (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือ วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

มาตรา 40 (7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

มาตรา 40 (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว

ที่สำคัญเมื่อได้เงินจากการทำงานแล้ว อย่าลืมเก็บเอกสาร “ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย” หรือที่เรียกว่า “ใบ 50 ทวิ” ไว้ด้วยทุกครั้ง เนื่องจากต้องนำเอาข้อมูลในเอกสารนี้ไปยื่นภาษี หากฟรีแลนซ์คนไหนที่ไม่ได้ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ควรที่จะทวงถามจากผู้ว่าจ้างทุกครั้ง โดยกรณีนี้จะต้องเป็นรายได้ที่เกิน 1,000 บาทขึ้นไป

ซึ่งโดยปกติแล้ว หากรับงานฟรีแลนซ์ ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่จะหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที โดยผู้ว่าจ้างจาก 2 รูปแบบ คือ

1.หัก 3% ของเงินที่จ่ายทุกครั้ง

2.คำนวณภาษีจากรายได้สะสมที่ได้รับจากผู้ว่าจ้าง เช่น ผู้ว่าจ้างหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ซึ่งตรงส่วน 3% นี้เหมือนเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้าไปแล้ว แต่ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการเสียภาษี เนื่องจากต้องดูว่า เงินได้อยู่ในลำดับขั้นใดของเงินได้สุทธิ หากคำนวณแล้วภาษีที่ต้องจ่าย มากกว่า 3% ที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป ฟรีแลนซ์จะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม หรือหากน้อยกว่า ก็สามารถขอคืนภาษีได้ด้วย

ตัวอย่างใบหักภาษี ณ ที่จ่าย  

โดยกรอบเวลาการยื่นและจ่ายภาษีมีทั้งช่วงต้นปี ตั้งแต่มกราคม-มีนาคมของปีถัดไป

แต่!! หากฟรีแลนซ์มีรายได้จากเงินได้ประเภท 40(5)-(8) ต้องนำรายได้ส่วนนั้นที่ได้รับในครึ่งปีแรกไปยื่นภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.94 ในช่วงกรกฎาคม–กันยายน ของปีนั้นๆ

เมื่อกี้พูดถึงการคำนวณภาษีที่ต้องดูจาก “เงินได้สุทธิ” ไป ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่า เงินได้สุทธิ มาจาก เงินได้พึงประเมิน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือรายได้ทั้งหมดที่เรารับตลอดปี หักลบด้วยค่าใช้จ่าย และหักลบด้วยค่าลดหย่อนเพิ่มเติม เช่น มาจากการซื้อกองทุน LTF RMF ประกันสังคม ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ  เป็นต้น หรือจะเข้าใจง่ายขึ้นด้วยสมการนี้

เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
ส่วนเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้น สำหรับฟรีแลนซ์จะเป็นรูปแบบ “การหักแบบเหมา” ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ต้องมีเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายมายืนยัน

สำหรับรายได้ประเภท 40 (2) สามารถหักเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภท 40 (6) หักเหมาได้ 30% และประเภท 40 (8) สามารถหักเหมาได้ 30-60% แต่ไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนของการลดหย่อนนั้น จะมีรูปแบบที่หลากหลาย หรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ รู้ก่อนยื่นภาษี ปี 62 ลดหย่อนอะไรได้บ้าง

หลังจากเข้าใจที่มาในแต่ละส่วนแล้ว ไปต่อกันที่การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งกรมสรรพากรได้กำหนดเกณฑ์อัตราภาษีตามขั้นเงินได้สุทธิต่อปี หากเงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทต่อปี กลุ่มนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี และจะเริ่มต้นจ่ายภาษีที่ 5% ในขั้นของเงินได้สุทธิ 150,001-300,000 บาทต่อปี และเกณฑ์อัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 35% ซึ่งกลุ่มนี้จะมีเงินได้สุทธิตั้งแต่ 5,000,001 บาทขึ้นไปต่อปี หรือดูขั้นอัตราภาษีเงินได้ตามตารางด้านล่าง ดังนี้

เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี)                อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

0-150,000                           ได้รับการยกเว้น

150,001-300,000                 5%

300,001-500,000                 10%

500,001-750,000                 15%

750,001-1,000,000              20%

1,000,001-2,000,000           25%

2,000,001-5,000,000           30%

> 5,000,001                        35%

ส่วนวิธีการคำนวณภาษี ก็คือ นำ เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี (ตามตารางด้านบน)

ทั้งนี้สำหรับยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.90 สามารถทำได้ 3 รูปแบบ คือ

1.ยื่นแบบกระดาษด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ซึ่งจะต้องพริ้นแบบฟอร์มจากเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ออกมาเพื่อกรอกข้อมูลต่างๆ ให้ถูกต้อง และนำไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง และสามารถจ่ายภาษีได้ในที่เดียวกันด้วย

2.ยื่นที่ทำการไปรษณีย์ แต่รูปแบบนี้มีเงื่อนไขตรงที่ผู้มีเงินได้ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพเท่านั้น ซึ่งการส่งทานี้จะต้องแนบเช็ค หรือธนาณัติ (ตามจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย) เพื่อส่งไปที่กองบริหารการคลังและรายได้ กรมสรรพากร อาคารสรรพากร เลขที่ 90 ซอยพหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพ 10400 ทั้งนี้กรมสรรพากรจะถือเอาวันนที่ลงทะเบียนไปรษณีย์เป็นวันรับแบบและชำระภาษี และจะส่งใบเสร็จรับเงินกลับให้ผู้ยื่นทางไปรษณีย์เช่นเดียวกัน และ 3.ยื่นออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร

สำหรับวิธีการจ่ายเงิน ใครสะดวกจ่ายเงินสดก็ได้ หรือจ่ายด้วยบัตรเครดิตก็มี ทั้งของธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงเทพ รวมถึงสามารถชำระด้วยเช็คและธนาณัติ

นอกจากนี้หากภาษีที่ต้องจ่ายตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปี ผู้เสียภาษีสามารถผ่อนชำระได้เป็น 3 งวด โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ ได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา โดยใช้แบบ บ.ช. 35 งวดที่ 1 ชำระพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภายในวันที่ 30 กันยายน หรือวันที่ 31 มีนาคม งวดที่ 2  ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 1 และงวดที่ 3   ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่ 2

แต่ถ้างวดใดงวดหนึ่งไม่ได้ชำระภายในกำหนด ผู้เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือ

ตัวอย่างแบบฟอร์ม ภ.ง.ด.90

ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ได้คือ ระยะเวลาในการยื่นและจ่ายภาษีของแต่ปี หากเลยกำหนด หรือไม่ครบถ้วน อาจต้องเสียเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้นจริงๆ อาจต้องแบกภาระรายจ่ายหลังเดาะได้แน่ๆ

CR : กรมสรรพากร, iTax, Freelance Bay, wealthmeup