อู๊ด เป็นต่อ แบกหนี้ 10 ล้านไม่ท้อ ยอมเจ๊งดีกว่าถูกตราหน้าไอ้ขี้โกง!

01 ก.ย. 2563 เวลา 9:40 น.

อู๊ด เป็นต่อ เปิดใจวิกฤตชีวิต โควิดทำพิษแบกหนี้กว่า 10 ล้าน เจ้าตัวไม่ท้อ ยอมเป็นหนี้ดีกว่าถูกด่าเป็นคนขี้โก่ง เอาของไม่ดีขายลูกค้าในช่วงโควิดระบาด

สปริงนิวส์ชวนฟังเรื่องราวนักแสดงชื่อดัง อู๊ด เป็นต่อ ที่เจอกับวิกฤตโควิดทำพิษธุรกิจชาบูขาดทุนกว่า 10 ล้าน แต่เจ้าตัวไม่ท้อ บอกขอยอมเป็นหนี้ดีกว่าถูกลูกค้าด่าเป็นคนขี้โก่ง โดยย้อนกลับไปช่วง 3-4 ปีก่อน อู๊ด เป็นต่อ ได้เบนเข็มมาจับธุรกิจชาบู เพราะต้องการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว เพราะรู้สึกว่าอาชีพนักแสดงเป็นงานที่ไม่มั่นคง

"เริ่มแรกเลยละครเป็นต่อปิดลงแบบสายฟ้าแล่บคือให้คิวมาทั้งปีล่ะ แล้วอยู่ๆ มีเหตุอันให้ต้องงดการแสดงหรือว่าคืนคิวนักแสดงทั้งหมด คนเรานี่บางทีมันก็พอมามาถึงตรงนี้แล้วสิ่งที่เราคิดไม่ถึงมันก็ยังมีอีกก็เลยคิดคำถามให้ตัวเองก่อนเลยถ้าไม่เป็นดาราคุณจะทำอะไร ก็เลยคิดว่าจะทำอะไรซักอย่างนึงที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการแสดง"

"ค้าขายดีกว่า ขายอาหารขายง่ายและในช่วงนั้นมันมีชาบูที่เปิดเป็นตอนที่ผมนึกได้จะร้อยแบรนด์แล้วมั้งเราก็ไปกินแต่รถชาติมันก็จะคล้ายๆ กัน เราก็เลยทำชาบูนี่แหละ เอาความจริงไหมวัดดวงเหมือนกันเสี่ยงตัวเองเหมือนกัน ถ้ามันจะได้มาทางนี้มันก็ไม่ต้องพลาดก็เลยเลือกทำชาบูแบรนด์ที่เราคิดว่าเป็นชาบูสายเลือดไทยที่เน้นเป็นตัวตนของเรา"

อู๊ด เป็นต่อ

สร้างธุรกิจจับเงิน 10 ล้าน สำเร็จ

"ณ ตอนนั้นเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว 1 เดือนเราไปเปิด 3 สาขาอันนี้คือเราคัดไปให้เขาแล้วนะว่าเปิด 3 สาขานี้ และ เดือนหน้า 3 สาขานี้ คือตอนนั้นงานแสดงปฏิเสธไปประมาณ 3-4 เรื่อง ที่เขาติดต่อมาเพราะตอนนั้นต้องไปทุกอาทิตย์ ไปตรวจเยี่ยมสาขาทุกอาทิตย์ และทุกเดือนระหว่างที่เราจะเปิดสาขาใหม่ สาขาเก่าเราก็ไปเยี่ยมเขาก่อนอะไรอย่างเนี่ย

"แต่ว่าเงินส่วนใหญ่หลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจในการทำธุรกิจเราเริ่มจากเล็ก ๆ ถ้าเราไม่อยากโตเราก็เอาผลกำไรที่ได้เอามาเก็บไว้แล้วเอาไปใช้อย่างอื่น แต่ถ้าเราอยากโตจากสเกลเล็กๆ เป็นเริ่มสั่งวัตถุดิบเอง ผลิตนี้เอง ผลิตนั่นเอง สร้างโรงงานเอง ทำเองควบคุมเอง มันก็ต้องเอามาจ่ายหมุนระบบของการทำธุรกิจของเรา บางคนคงคิดว่าคงรวย คงอะไรน่าดูมันเป็นเงินหมุนในบริษัท"

อู๊ด เป็นต่อ

"โควิด" ทำพิษธุรกิจสะดุด ติดลบกว่า 10 ล้าน

"เราก็ระดมสมองของเราทั้งหมดมานั่งคุยกัน ทุกคนบอกว่าทำอะไรไม่ได้ครับ ออกจากบ้านยังไม่ได้เลยทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสต๊อกเอาไว้เรากำลังจะเปิดอีก 4 สาขา 5 สาขา  6 สาขา ในอนาคตเราสั่งของมาไว้เลย แล้วจะทำยังไงจะไปขายต่อในราคาถูก ผมคิดอย่างเดียวนะ คิดว่าใครจะคิดยังไงผมไม่รู้ถ้าเราทำแบบนี้เพื่อไปโกงเขา ไปเอาเปรียบลูกค้าไม่ซื่อสัตย์กับเขาผมยอมเจ๊งดีกว่า เพราะแค่ 10 ล้าน คือถ้าผมไม่ตายผมหาใหม่ได้ ถ้าผมตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนให้มันเข้ากับยุคเข้ากับในสถานการณ์แบบนี้

"โกง" คือไม่เอาของไม่ดีให้ลูกค้า

"ใช่เอาของไม่ดีให้ลูกค้านี่แหละ แล้วก็ลูกค้าก็จะไปทานเขาอาจจะไม่พูดอะไรก็ได้ แต่เขาจะไม่มาอีกเลย อันนี้คือสิ่งที่เรากลัว เราเลยไม่เลือกที่จะทำแบบนั้น แต่ก็เจอตอนนี้ ก็เจอในสาขาที่ ผมก็เข้าใจนะบางทีวัตถุดิบมันก็รู้สึกว่าราคาแพงแล้วเขาก็รู้สึกว่าทำยังไงให้ได้ขายก่อนได้ไหม ให้มันเป็นทุนให้มันมีรายได้เข้ามาก่อน"

"อันนี้ก็เข้าใจก็เรียกเข้ามาปรับทัศนคติอยู่เหมือนกัน ก็เรียกไปคุยว่ามันคือนาคตของเรานะ เราโตมาด้วยกัน จำวันแรกได้ไหมที่เรสร้างมาด้วยกันที่เห็นคนเยอะๆ แล้วเราเหนื่อยมากเรามีความสุขเราบ่นว่าเหนื่อยเพราะคนมันเยอะ และวันนี้เราบ่นว่าเหนื่อยเพราะคนไม่มี"

อู๊ด เป็นต่อ

แบกหนี้ 10 ล้านแต่ "ไม่ท้อ"

"เรามาเราก็ไม่มีอะไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เรามีลูกเป็นแรงบันดาลใจเป็นตัวสร้างกำลังใจ เรามีภรรยาที่พร้อมที่จะสู้กับเรา ลุยกับเรา เรามีทีมงานที่เขาโอเคกับเรา และก็การเป็นหนี้เนี่ยคือหลายๆ ระบบ หลาย ๆ บริษัท หลาย ๆ สิ่งที่เราทำเอาไว้เนี่ย เราก็มีการผ่อนผันได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นหนี้ใครก็ช่าง กี่บาทก็ช่างคุณเดินเข้าไปคุยเลย ขออนุญาตผ่อนชำระได้ไหม"

"มันไม่มีจริงๆ  มันคือหมายถึงว่าเรารักษาคุณภาพและความซื่อสัตย์ของเราแล้ว เราไม่ต้องไปหนีครับ เราหนีไม่พ้นอยู่แล้ว  คือในเมื่อที่เราอยู่ก็ไม่ได้ เราไม่อยากอยู่ก็จริง แต่ว่าเราไปไหนก็ไม่ได้มันหนีไม่ได้เราก็ต้องสู้กับมัน แต่คำว่าสู้มันดูแบบว่าใช้กันเกลื่อน เราคิดว่าเราควรจะปรับวิธีคิดที่จะอยู่กับมันใครก็เป็นหนี้หมด"

"บางทีหนี้สองหมื่นยังจะฆ่าตัวตายเลยบ้าหรือเปล่า ดูผมไว้ก่อนนะฮะถ้าเกิดคนที่กำลังจะคิดอย่างนั้น 10 ล้านครับ สบายๆ ตราบใดที่เราคิดดี เราทำดี เดี๋ยวมันจะมีพลังงานทดแทนเข้ามา  ก็เลยสู้ให้ถึงที่สุด และก็การสู้ไม่ใช่หลับหูหลับตาสู้ ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้เราก็ถอยมาหาทางอื่น ถ้าไม่อยากบวกกันก็ทำไงก็ได้ให้เป็นพวกกันซะ"

อู๊ด เป็นต่อ

"ความแน่นอน" คือ "ไม่ความแน่นอน"

"อย่างที่รู้กันทั่วว่าอาชีพนักแสดงก็อาจจะเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอน หรือทุกอาชีพก็อาจจะเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอนเหมือนกัน ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์กับมัน ถ้าเป็นนักแสดงคุณมาสายทุกครั้งหรือว่าคุณกลับก่อน คุณมีคิวแทรกตลอดเขาก็ไม่เรียกแล้ว อาชีพค้าขายก็เหมือนกันถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้า คุณไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองคุณเอาเปรียบคุณมีแต่จะเอา

"คุณมีแต่จะได้ซักพักนึงลูกค้าก็ไม่อยู่กับคุณแน่นอน ไม่ได้ของที่มีคุณภาพยังไงคุณเจ๊งแน่ ผมก็เลยคิดว่าจากชาบูแล้วเนี่ยก็น่าจะมีอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นอาชีพใหม่และก็ทำไว้แล้วด้วยคิดไว้สมัยเมื่อครั้งโควิดที่ทำให้เราได้ Work From Home ก็เป็นธุรกิจน้ำปลาร้า อู๊ดเป็นต่อ แซ่บนัว อีกอันก็จะเป็นหมูปลาร้า"

"และก็มีถุงมือเอนกประสงค์ใช้ในอาหาร เป็นฟู้ดเกรดก็ต้องทำเอาไว้เพราะมันไม่แน่นอนเหลือเกิน (มองว่าถ้าเกิด สมมุติว่ามีระลอกสองเราก็ยังมีตัวนี้รอง) เพราะชาบูมันค่อนข้างสเกลใหญ่ถ้าเกิดทานที่บ้านมันอาจจะไม่ได้อารมณ์"

"แต่ถ้าเกิดเป็นหมูปลาร้าเรามีกล่องแบบพิซซ่าเลยเราส่งให้ถึงที่ โอ้โห…น่ารักทานได้ 3-4 คน ส่วนน้ำปลาร้าก็อย่างที่ว่าผมไม่ได้เอามาเพื่อตำส้มตำอย่างเดียว เอามาประกอบอาหารอย่างอื่นด้วย เราก็พยายามพัฒนาให้คนที่เขาอยู่บ้านต้องใช้งานจริงๆ"