Spring News

ย้อนรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลเอาไม่อยู่ นายกฯ ต้องยอมลาออก

18 ก.ค. 2564 เวลา 3:32 น. 252

Springnews ย้อนรอยเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540ที่สร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจไทย จน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ นายกรัฐมนตรีในเวลา ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

จากวิกฤตโควิด-19 ที่กำลังระบาดหนัก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ก็คือ การบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ และไร้วิสัยทัศน์ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะระบบการรักษา ที่พินาศป่นปี้ จนมีคนไทยต้องเสียชีวิตคาบ้านไปแล้วหลายราย

ระบบการตรวจโควิด-19 ทั้งๆ ที่ประกาศเป็นนโยบายว่าตรวจฟรี แต่ในความเป็นจริงกลับตรวจได้อย่างยากลำบาก และมีคนจำนวนมากต้องเสียเงินหลักพัน เพื่อให้เข้าถึงการตรวจ

การจัดการวัคซีนที่ล่าช้า มีเงื่อนงำ และไม่โปร่งใส โดยเฉพาะกับข้อสงสัยที่ว่าทำไมตะบี้ตะบันสั่งซื้อซิโนแวคเข้ามาอย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่ประสิทธิภาพด้อยกว่ายี่ห้ออื่นๆ ราคาก็แพง และอาจป้องกันสายพันธุ์เดลต้าไม่ได้

รวมถึงปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ไม่สามารถอดรนทนต่อไปได้อีก และคิดว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก ! จึงเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยที่ผ่านๆ มา หากเกิดวิกฤตขึ้นจนยากที่รัฐบาลจะไปต่อ ส่วนใหญ่นายกฯ จะใช้วิธียุบสภา เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ แต่สำหรับนายกฯ ที่ตัดสินใจลาออก ก็มีเช่นกัน นั่นก็คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ยอมลงจากตำแหน่ง หลังบริหารประเทศผิดพลาดในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายอย่างยับเยิน 

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

1. วิกฤตต้มยำกุ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

หากจะว่าไปแล้ววิกฤตต้มยำกุ้ง เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน และสั่งสมปัญหามาตั้งแต่ก่อนที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว ขึ้นมาเป็นนายกฯ

และจากการสรุปบทเรียน หลายสำนักก็วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า นโยบาย BIBF (Bangkok International Banking Facilities) คือปฐมเหตุแห่งวิกฤตต้มยำกุ้ง

BIBF เป็นนโยบายด้านการเงินที่ได้รับการอนุมัติในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ในปี 2535 แต่เริ่มดำเนินการในรัฐบาลชวน 1 เมื่อปี 2536

ซึ่งหลักการสำคัญของนโยบายนี้ก็คือ การเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้เงินไหลเข้าไหลออกประเทศได้คล่องขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้มีความเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศต่ำ ในขณะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศสูง

ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินในต่างประเทศ ต่ำกว่าในไทยเป็นอย่างมาก โดยดอกเบี้ยเงินกู้ในไทยช่วงเวลานั้นอยู่ที่ 14 – 17 % ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ของต่างประเทศ อยู่ที่ 5 % ต่อปี อีกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินของไทย ยังเป็นแบบคงที่ 25 บาท เท่ากับ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ 

เมื่อมีการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้สถาบันการเงินไทย แห่กู้เงินจากต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้ระยะสั้น 5 ปี กู้มาแล้ว จึงต้องรีบนำปล่อยกู้ต่อ เพื่อกินส่วนต่างกว่า 10 % ทำให้เกิดความหละหลวมในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เป็นที่มาของหนี้เน่าจำนวนมหาศาลในเวลาต่อมา

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

3. การโจมตีค่าเงินบาท

อันที่จริง นโยบาย BIBF ถือว่าเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และไทยยังดำเนินนโยบายนี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ผิดพลาดในเวลานั้นก็คือ เมื่อมีการเปิดเสรีทางเงิน แต่ไทยยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่  25 บาท เท่ากับ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ตั้งแต่สมัยชวน 1 มาถึงยุคบรรหาร กระทั่งยุคบิ๊กจิ๋ว

ที่สำคัญก็คือ เปิดเสรีทางการเงิน แต่กลับไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ภายในประเทศ ให้สอดคล้องกับต่างประเทศ จนกลายเป็นช่องโหว่งให้เกิดการเก็งกำไร ผ่านอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันกว่า 10 % ส่งผลให้ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศมหาศาลภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

และเมื่อ จอร์ส โซรอส พ่อมดการเงิน มองเห็นจุดอ่อนดังกล่าว ก็เปิดศึกกระหน่ำโจมตีค่าเงินบาทไทยอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2539

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

4. สงครามค่าเงินบาท ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย กับจอร์ส โซรอส

สาเหตุที่กองทุนของจอร์ส โซรอส เข้าโจมตีค่าเงินบาทไทย ก็มาจากการคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2536 ไทยมีการกู้เงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนใหญ่เป็นการกู้ระยะสั้น 5 ปี และใกล้ถึงเวลาชำระคืนในเร็วๆ นี้ ซึ่งต้องชำระด้วยเงินดอลล่าร์ จึงมีแนวโน้มว่า จะมีการนำเงินบาท มาแลกเปลี่ยนเป็นดอลล่าร์ในจำนวนมหาศาล

ประกอบกับช่วงเวลานั้น ส่อเค้าฟองสบู่ทางเศรษฐกิจไทยใกล้แตก นักลงทุนต่างชาติทยอยขนเงินกลับ อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ 25 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ จึงสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง !

จอร์ส โซรอส จึงนำเงินบาทที่ตุนไว้ มาแลกเงินดอลล่าร์ ในอัตรา 25 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ก่อนนำเงินดอลล่าร์ ไปขายเป็นเงินบาทในตลาดต่างประเทศ ตามมูลค่าที่แท้จริง แล้วก็ทำกำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้น อย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

4.1 อัตราค่าเงินคงที่ 25 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ

25 ล้านบาท เท่ากับ 1 ล้านดอลล่าร์

50 ล้านบาท เท่ากับ 2 ล้านดอลล่าร์

100 ล้านบาท เท่ากับ 4 ล้านดอลล่าร์

4.2 มูลค่าที่แท้จริงของเงินบาทไทย ที่มีการซื้อในต่างประเทศ ในปี 39 - 40

30 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ (สมมติมูลค่า)

30 ล้านบาท เท่ากับ 1 ล้านดอลล่าร์

60 ล้านบาท เท่ากับ 2 ล้านดอลล่าร์

120 ล้านบาท เท่ากับ 4 ล้านดอลลล่าร์

ซึ่งในกรณีมูลค่าที่แท้จริงของเงินบาทในตลาดต่างประเทศ อยู่ที่ 30 บาท ก็เท่ากับว่า ในทุก 1 ร้อยล้านบาท กองทุนของโซรอส จะฟันกำไรสูงถึง 20 ล้านบาท โดยโซรอสตั้งเป้าว่า จะโจมตีค่าเงินบาทไทย ให้ร่วงไปถึง 50 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ และก็ทำสำเร็จในเวลาต่อมา

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

5. ธนาคารแห่งประเทศไทย ชักธงรบ

จากการโจมตีค่าเงินบาทอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินบาทในตลาดต่างประเทศ ลดลงไปเรื่อยๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงต้องนำเงินดอลล่าร์ที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ มาซื้อเงินบาทคืน เพื่อพยุงอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ไว้

สมมติว่า มูลค่าที่แท้จริงในตลาดต่างประเทศ อยู่ที่ 30 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ไทยก็ต้องระดมเงินดอลล่าร์ไปกวาดซื้อคืน แต่ขายออกไปได้แค่ 25 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ซื้อมา 30 บาท แต่ต้องขาย 25 บาท (เพื่อพยุงอัตราแลกเปลี่ยน)

เท่านี้ก็เห็นหายนะอยู่ร่ำไร แต่ไทยก็ยังฝืนสู้ และสู้กระทั่งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบเกลี้ยง จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องยอมแพ้ไปในที่สุด

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

6. ลอยตัวค่าเงินบาท

ช่วงที่กองทุนของจอร์ส โซรอส กำลังโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนัก ก็มีการประเมินกันว่า ไทยจำเป็นต้องลดค่าเงินบาทในเวลาอันใกล้  

ซึ่งหากค่อยๆ ประกาศลดค่าเงินบาทที่ละสเต็ป เพื่อประคองสถานการณ์ ก่อนลอยตัวค่าเงินบาท นักวิเคราะห์หลายสำนักก็ประเมินว่า น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า และไทยอาจไม่เจ็บหนักนัก  

แต่แล้ววันที่ 2 กรกฎาคม 2540 พล.อ.ชวลิต ก็ตัดสินใจทำตามข้อเสนอของธนาคารแห่งประเทศไทย คือประกาศเปรี้ยง ลอยตัวค่าเงินบาท ทำเอาช็อกกันทั้งประเทศ ค่าเงินบาทตกกราวรูด และเคยดิ่งหนักถึง 56 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ  ในเวลาอันรวดเร็ว

ส่งผลให้สถาบันการเงิน และธุรกิจที่กู้เงินจากต่างประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล เพราะเท่ากับว่ามีหนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว กิจการมากมายต้องปิดตัวลง เป็นช่วงเวลาแห่งหายนะทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

7. เกิดกระแสเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก

จากความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้บิ๊กจิ๋วลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ดังกระหึ่มและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดบิ๊กจิ๋วก็ไม่อาจต้านทานได้ จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

24 ปีผ่านไป สถานการณ์ของไทยในเวลานี้ที่โควิดแพร่ระบาด และความผิดพลาดต่างๆ มากมายของรัฐบาลก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก จนเกิดกระแสเรียกร้องให้บิ๊กตู่ ลาออกจากตำแหน่งงนายกฯ

ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตัดสินใจอย่างไร ?

พล.อ.ประยุทธ์ จันทรืโอชา

อ้างอิง

6 พ.ย. 2540 ต้มยำกุ้งเป็นพิษ บิ๊กจิ๋วประกาศลาออกจากนายกฯ

20 ปีวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง: จากต้มยำกุ้งสู่ต้มกบ

วิกฤตต้มยำกุ้ง 2 ก.ค. 2540 : ใครเป็นใครใน 5 ตัวละครเอกของวิกฤตเศรษฐกิจแห่งเอเชีย

20 ปีต้มยำกุ้ง : "จอร์จ โซรอส" ผู้ขย่มค่าเงินบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด