
SHORT CUT
กรุงเทพฯ–บอสตัน ห่างกันครึ่งโลกแต่เจอโจทย์เดียวกัน เมื่อโลกร้อนทำฝนสุดขั้ว ขณะที่เมืองและระบบระบายน้ำซึ่งออกแบบจากสถิติในอดีต กำลังตามภูมิอากาศไม่ทัน
โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
สองเมือง สองภูมิอากาศ สองประวัติศาสตร์ กลับ ประสบพบเจอเจอสิ่งเดียวกันนั่นก็คือ สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่เมืองของเราจะปรับตัวทัน บางกอกกับบอสตัน เป็นบ้านสองแห่งของผม ห่างกันประมาณ 13,700 กิโลเมตร ราวหนึ่งในสามของเส้นรอบวงโลก แต่ช่วงนี้ในอินสตาแกรมผมกลับท่วมไปด้วยภาพน้ำท่วม ทั้งบางกอก น้ำท่วม ทั้งบอสตันน้ำท่วม เต็มฟีดผมอย่างไม่น่าเชื่อ
อัลกอริทึมเหล่านี้ ทำให้ผมนึกถึง สิ่งที่ผมเขียนในคอลัมน์ High Tech, High Touch เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เรื่อง “โลกร้อน × เอลนีโญแรง เราจะรับมือกับธรรมชาติอย่างไร?” เพราะช่วงนั้นมีสองสัญญาณที่ผมได้ยินซ้ำจากคนที่ติดตามภูมิอากาศที่ทั้ง Harvard และ MIT ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าปีนี้ควรระวังเป็นพิเศษ ปัจจัยแรกคืออุณหภูมิพื้นฐานของโลก โดยเฉพาะมหาสมุทร ที่สะสมความร้อนจากก๊าซเรือนกระจกมาหลายทศวรรษ ปัจจัยที่สองคือเอลนีโญ ซึ่งแบบจำลอง ณ เวลานั้นกำลังจับตาว่าอาจพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก ตอนเขียนบทความนั้น ผมมองท้องฟ้าบอสตันที่หม่นจากควันไฟป่า เดินไปทำงานด้วยอุณหภูมิเกิน 100 ฟาเรนไฮต์ ก็รู้สึกได้ถึงความเรียลของปัญหา จนกระทั่งมาถึงวันนี้ผมกลับมองภาพถนนที่มีน้ำอยู่ผิดที่จากบ้านทั้งสองแห่ง
ผมไม่ได้เขียนในเดือนกรกฎาคมเพราะรู้ล่วงหน้าว่าฝนจะตกตรงไหน หรือถนนสายใดจะท่วม และภาพน้ำท่วมวันนี้ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าเอลนีโญเป็นสาเหตุโดยตรง สิ่งที่น่าสนใจ คือคำถามว่า เมืองสองเมืองที่อยู่ห่างกันครึ่งโลกมาเผชิญโจทย์คล้ายกันได้อย่างไร
คำตอบ ในการทำความเข้าใจคงต้องเริ่มด้วยอุทกวิทยาพื้นฐานครับ ซึ่งผมสนใจอยู่ 2-3 ประเด็นสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในปัจจุบันเกิดขึ้นจากห่วงโซ่ของกิจกรรมมนุษย์ ฟิสิกส์ และการวางผังเมืองที่ตามไม่ทัน: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ก่อให้เกิด ภาวะโลกร้อน (Anthropogenic Warming) ซึ่งไปกระตุ้น กฎทางเทอร์โมไดนามิกส์ Clausius–Clapeyron ที่ระบุว่าอากาศจะอุ้มไอน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1°C จนทำให้พายุยุคนี้กลายเป็นฝนตกหนักแบบกระจุกตัว และปรากฏการณ์นี้เองที่พิสูจน์ว่า "Stationarity Is Dead" หรือสถิติน้ำท่วมย้อนหลังในอดีตไม่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ความเสี่ยงหรือวางผังเมืองและระบบระบายน้ำสำหรับอนาคตได้อีกต่อไป
ถ้าจะเข้าใจว่าน้ำไปอยู่บนถนนได้อย่างไร ลองตามน้ำตั้งแต่ก่อนที่มันจะเป็นหยดฝนครับ ตอนแรกมันมองไม่เห็น มันอยู่ในบรรยากาศในรูปของไอน้ำ และตรงนี้เองที่ความร้อนเริ่มเชื่อมโยงกับฝนผ่านฟิสิกส์ที่เรียกว่า Clausius–Clapeyron relation
ชื่ออาจฟังเหมือนบทเรียนเทอร์โมไดนามิกส์ แต่ใจความจำง่ายมาก เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ความสามารถของบรรยากาศในการมีไอน้ำเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 7% หากมีความชื้นเพียงพอ เมื่ออากาศนั้นยกตัวและเย็นลง ก็มีวัตถุดิบให้กลั่นตัวเป็นฝนได้มากขึ้น แต่ตัวเลข 7% ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มันไม่ได้แปลว่าฝนทุกครั้งจะหนักขึ้น 7% เพราะฝนจริงยังขึ้นกับลม การยกตัวของอากาศ แหล่งความชื้น เส้นทางพายุ และระยะเวลาที่ระบบฝนค้างอยู่เหนือพื้นที่ สิ่งที่ Clausius–Clapeyron บอกเราคือ บรรยากาศที่อุ่นขึ้นมี “ถังเก็บไอน้ำ” ใหญ่ขึ้น มรสุมเขตร้อนของกรุงเทพฯ กับพายุชายฝั่งของนิวอิงแลนด์เป็นระบบอากาศคนละแบบ แต่ทั้งคู่กำลังทำงานอยู่ในบรรยากาศที่อุ่นกว่าเดิม พูดง่าย ๆ คือ โลกร้อนไม่ได้เซ็นชื่ออยู่บนหยดฝนทุกเม็ด แต่มันกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขที่หยดฝนทุกเม็ดเกิดขึ้น
จากนั้นน้ำก็ตกถึงพื้น และเรื่องของสองเมืองเริ่มแยกทางกัน น้ำปริมาณเดียวกันตกลงบนเมืองสองเมืองอาจสร้างผลลัพธ์ต่างกันมาก เพราะน้ำท่วมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมฆอย่างเดียว หลังจากตกถึงพื้น น้ำยังต้องเดินทางผ่านหลังคา ถนน ดิน ท่อ คลอง แม่น้ำ เครื่องสูบ ประตูระบายน้ำ และสุดท้ายคือทะเล
เริ่มที่กรุงเทพฯ หยดฝนตกลงบนเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ต่ำของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าตกลงบนดิน พื้นที่สีเขียว หรือนาข้าว น้ำส่วนหนึ่งมีเวลาซึมหรือพักอยู่ แต่เมื่อพื้นผิวกลายเป็นหลังคา ถนน ลานจอดรถ และคอนกรีต น้ำจะเคลื่อนตัวเร็วขึ้น ไหลรวมกันเร็วขึ้น และพุ่งเข้าสู่ช่องรับน้ำแทบพร้อมกัน
นี่คือเหตุผลที่เวลาฝนตก คำถามว่า “กี่มิลลิเมตร” ยังตอบเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือ “ตกภายในกี่นาที” ลองนึกภาพฝน 100 มิลลิเมตรตกบนพื้นที่หนึ่งตารางกิโลเมตร นั่นคือน้ำประมาณ 100 ล้านลิตร ถ้าค่อย ๆ ตกตลอด 24 ชั่วโมง ระบบยังมีเวลาระบาย แต่ถ้าน้ำปริมาณเดียวกันลงมาภายในหนึ่งชั่วโมง เท่ากับมีน้ำตกลงบนพื้นที่นั้นเฉลี่ยเกือบ 28 ลูกบาศก์เมตรทุกวินาที ก่อนหักน้ำที่ซึมหรือถูกกักเก็บออกด้วยซ้ำ
สำหรับการระบายน้ำนั้น ท่อ ก็ ไม่ได้ทำให้น้ำหายไป มันเพียงย้ายน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง จากช่องรับน้ำ น้ำต้องลงท่อ จากท่อไปคลอง จากคลองไปทางน้ำหลัก และท้ายที่สุดต้องหาทางออกสู่เจ้าพระยาและอ่าวไทย ระบบนี้ทำงานได้ดีหรือไม่จึงไม่ได้ขึ้นกับขนาดท่ออย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าปลายทางพร้อมรับน้ำแค่ไหนด้วย
กรุงเทพฯ ยิ่งซับซ้อนเพราะมีนาฬิกาหลายเรือนเดินพร้อมกัน ฝนเหนือหัวเราเป็นเรือนหนึ่ง น้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยาเป็นอีกเรือนหนึ่ง และน้ำทะเลหนุนเป็นเรือนที่สาม ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเข็มของนาฬิกาหลายเรือนมาใกล้กัน ถ้าเจ้าพระยาหรือคลองปลายทางมีระดับสูง ความต่างระดับที่ช่วยให้น้ำจากเมืองไหลออกก็ลดลง หากตรงกับน้ำทะเลหนุน ความต่างระดับก็ยิ่งน้อย เครื่องสูบและประตูระบายน้ำช่วยได้มาก แต่ทุกระบบมีขีดจำกัด นี่จึงเป็นเหตุผลที่บางครั้งฝนหยุดแล้วถนนยังไม่แห้ง เพราะน้ำหยุดตกจากฟ้าไม่ได้แปลว่าปลายทางพร้อมรับน้ำจากเมือง
ใต้ถนนยังมีอีกกระบวนการหนึ่งซึ่งช้ากว่าพายุหลายพันเท่า แต่สะสมผลกระทบได้นาน นั่นคือ land subsidence หรือแผ่นดินทรุด การสูบน้ำบาดาลในอดีตทำให้ชั้นดินบางส่วนอัดตัวลง แม้การควบคุมการสูบน้ำจะช่วยลดอัตราจากช่วงที่รุนแรงที่สุดไปมากแล้ว แต่สำหรับเมืองต่ำอย่างกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ระหว่างระดับพื้นดิน แม่น้ำ และทะเลยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
อีกสิ่งหนึ่งที่เราเปลี่ยนเองคือรูปร่างของเมือง นักภูมิศาสตร์บางคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่า anthropogenic topography หรือ “ภูมิประเทศที่มนุษย์สร้างขึ้น” เรามักคิดว่าภูมิประเทศเป็นของธรรมชาติ แต่เมืองใหญ่เปลี่ยนภูมิประเทศอยู่ตลอดเวลา เราถม ขุด ปูพื้น ยกถนน เปลี่ยนทางน้ำ และสร้างสิ่งปลูกสร้างจนเส้นทางของน้ำแทบทั้งหมดถูกต่อรองกับมนุษย์
กรุงเทพฯ เคยเติบโตอยู่กับเครือข่ายคูคลอง พื้นที่เกษตร นาข้าว และพื้นที่ลุ่มที่สามารถรับและชะลอน้ำได้ การขยายเมืองในหลายทศวรรษทำให้พื้นที่เหล่านั้นจำนวนหนึ่งถูกถม เปลี่ยนการใช้ประโยชน์ หรือทำให้คลองแคบ ตื้น และขาดความต่อเนื่อง สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงภาพโรแมนติกของ “เวนิสตะวันออก” แต่เป็นพื้นที่ที่เคยทำหน้าที่ทางอุทกวิทยาจริง ๆ
แล้วข้ามโลกไปบอสตัน หยดฝนเริ่มต้นด้วยฟิสิกส์ Clausius–Clapeyron แบบเดียวกัน แต่มันตกลงบนเมืองอีกชนิดหนึ่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เป็นภูมิภาคที่เห็นการเพิ่มขึ้นของฝนหนักสุดขั้วชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ รายงาน National Climate Assessment ของสหรัฐฯ ระบุว่าเหตุการณ์ฝนรายวันที่อยู่ในกลุ่มหนักที่สุด 1% เพิ่มขึ้นประมาณ 60% ในภูมิภาคตั้งแต่ปี 1958 ถึง 2022
บอสตันเองก็เป็นตัวอย่างอันน่าทึ่งของ anthropogenic topography เมืองที่เราเห็นวันนี้ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนแนวชายฝั่งเดิม Back Bay เคยเป็น tidal flats ส่วน Seaport และพื้นที่อื่น ๆ จำนวนมากเกิดจากการถมทะเลและ marshes เมืองบอสตันประเมินว่าปัจจุบันประมาณหนึ่งในหกของพื้นที่เมืองตั้งอยู่บน land fill คนรุ่นก่อนสร้างแผ่นดินขึ้นมาเพื่อให้เมืองเติบโต สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในศตวรรษนี้คือระดับทะเลกำลังตามแผ่นดินที่เราสร้างขึ้นมา
เวลาฝนตกในบอสตัน น้ำจำนวนมากวิ่งผ่านพื้นแข็งเข้าสู่ catch basin และเครือข่ายท่อ ก่อนออกสู่ Boston Harbor แม่น้ำ Charles, Mystic, Neponset หรือทางน้ำอื่น ๆ จุดสำคัญคือระบบระบายน้ำจำนวนมากอาศัยแรงโน้มถ่วง น้ำจะออกได้ดีเมื่อระดับน้ำด้านในสูงกว่าระดับน้ำปลายทาง
ถ้าระดับทะเลสูงขึ้น ปลายท่อก็เหมือนถูกยกสูงตาม Boston Water and Sewer Commission ศึกษาปัญหานี้โดยตรง เพราะเมื่อน้ำทะเลหรือ storm surge ทำให้ระดับน้ำปลายทางสูงขึ้น ระบบ storm drain ที่เคยระบายด้วยแรงโน้มถ่วงอาจระบายช้าลง หรือในบางสภาวะระบายไม่ได้เลย
นี่เป็นภาพทางฟิสิกส์ที่ผมว่าน่าสนใจมาก เพราะน้ำทะเลไม่จำเป็นต้องกระโดดข้ามกำแพงให้เราเห็น เมืองก็มีปัญหาได้ น้ำสองชุดสามารถมาเจอกันใต้ถนน สมมติเมืองติดตั้งประตูกันน้ำย้อนเพื่อไม่ให้น้ำทะเลเข้าท่อ เมื่อทะเลสูง ประตูก็ปิด ฟังดูเหมือนจบปัญหา แต่ถ้าตอนนั้นฝนยังตกอยู่ น้ำจากด้านในเมืองจะไปไหน ถ้าไม่มีพื้นที่พักน้ำหรือระบบสูบออกเพียงพอ เราอาจป้องกันน้ำจากข้างนอกได้ดีขึ้น พร้อมกับทำให้น้ำข้างในออกยากขึ้น
ดังนั้นคำถามของเมืองชายฝั่งในศตวรรษนี้จึงมีสองด้านเสมอ เราจะกันน้ำข้างนอกไม่ให้เข้ามาอย่างไร และในเวลาเดียวกัน เราจะให้น้ำข้างในออกไปทางไหน เมื่อเดินตามน้ำมาถึงตรงนี้ กรุงเทพฯ กับบอสตันกลับมาเจอกันอีกครั้ง ทั้งสองเมืองมีรายละเอียดเฉพาะตัวแตกต่างกันมาก แต่มี เงื่อนไขพื้นฐานของระบบน้ำกำลังเปลี่ยนไป ขณะที่วิธีที่เราเคยออกแบบเมืองตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเงื่อนไขเหล่านั้นจะค่อนข้างคงที่
ในปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ด้านน้ำกลุ่มหนึ่งเขียนบทความที่มีชื่อจำง่ายมากว่า “Stationarity Is Dead.” คำว่า stationarity เป็นแนวคิดพื้นฐานของวิศวกรรมทรัพยากรน้ำมานาน ความหมายโดยง่ายคือ เราสมมติว่าธรรมชาติอาจแกว่งขึ้นลง แต่จะยังแกว่งอยู่ภายในกรอบทางสถิติที่ค่อนข้างคงเดิม เราจึงใช้ข้อมูลฝน น้ำหลาก ระดับทะเล หรือพายุในอดีต เพื่อคำนวณว่าท่อควรใหญ่เท่าไร เขื่อนสูงเท่าไร หรือเหตุการณ์แบบ “หนึ่งครั้งในร้อยปี” ควรมีหน้าตาอย่างไร
ปัญหาคือ climate change กำลังเคลื่อนกรอบนั้นไปด้วย ถ้าค่าเฉลี่ยเปลี่ยน ความสุดขั้วเปลี่ยน และระดับทะเลเปลี่ยน การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้วย climate baseline ของศตวรรษที่ 20 แล้วคาดว่าจะใช้งานได้เหมือนเดิมตลอดศตวรรษที่ 21 ก็เริ่มเสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ
ตรงนี้ทำให้สามแนวคิดมาบรรจบกันอย่างพอดี Clausius–Clapeyron บอกเราว่าอากาศที่อุ่นขึ้นสามารถมีไอน้ำได้มากขึ้น Anthropogenic topography บอกเราว่าในเวลาเดียวกัน มนุษย์สร้างเมืองให้มีพื้นแข็งมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนหรือสูญเสียพื้นที่ซึม พื้นที่พักน้ำ และทางน้ำเดิมจำนวนหนึ่ง ส่วน Stationarity is dead บอกเราว่าเราไม่สามารถมั่นใจได้อีกแล้วว่าสถิติที่ใช้ออกแบบระบบเมื่อหลายสิบปีก่อนจะสะท้อนความเสี่ยงตลอดอายุของระบบนั้น
ถ้าจะย่อทั้งหมดให้เหลือภาพเดียว ฟ้ามีน้ำให้ใช้มากขึ้น พื้นดินรับน้ำได้น้อยลง และปลายทางที่เราต้องระบายน้ำไปหากำลังสูงขึ้น เมืองจึงถูกบีบอยู่ตรงกลาง นี่ต่างหากคือสิ่งที่บอสตันกับกรุงเทพฯ มีร่วมกัน ไม่ใช่พายุชนิดเดียวกัน ไม่ใช่ฝนลูกเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากสาเหตุเดียวกัน แต่เป็นเมืองสองเมืองที่กำลังบริหารน้ำด้วยโครงสร้างซึ่งส่วนใหญ่ถือกำเนิดขึ้นภายใต้โลกใบเก่า ขณะที่ต้องรับมือกับฟิสิกส์ของโลกใบใหม่
นักวิทยาศาสตร์จึงมีศาสตร์ที่เรียกว่า extreme-event attribution ใช้ข้อมูลจริงร่วมกับแบบจำลองเพื่อเปรียบเทียบว่า เหตุการณ์ชนิดเดียวกันมีโอกาสหรือความรุนแรงต่างกันแค่ไหนในโลกปัจจุบัน เทียบกับโลกสมมติที่ไม่มีอิทธิพลความร้อนเพิ่มจากกิจกรรมมนุษย์ สิ่งที่เราพูดได้อย่างมั่นใจกว่าคือ background risk กำลังเปลี่ยน หรือพูดอีกแบบว่า เงื่อนไขพื้นฐานของระบบน้ำไม่เหมือนเดิมแล้ว และถ้าความเสี่ยงเปลี่ยน วิธีออกแบบเมืองก็ต้องเปลี่ยนตาม
ท่อหนึ่งเส้นอาจอยู่กับเมืองห้าสิบปี คันกั้นน้ำอาจอยู่ได้นานกว่านั้น แต่ภูมิอากาศตอนปลายอายุของโครงสร้างอาจแตกต่างจากวันที่วิศวกรคำนวณขนาดมันอย่างมาก วัสดุอาจยังแข็งแรงดี แต่สมมติฐานที่ใช้กำหนดขนาดของมันอาจหมดอายุไปก่อน
แม้แต่คำว่า “น้ำท่วมรอบร้อยปี” ก็ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย มันไม่ได้หมายความว่าน้ำจะมาในปีนี้แล้วรออีก 99 ปี แต่มักหมายถึงเหตุ
การณ์ที่ภายใต้สถิติชุดหนึ่งมีโอกาสประมาณ 1% ในแต่ละปี และเมื่อภูมิอากาศไม่ stationary อีกต่อไป ตัวเลข 1% เดิมก็ต้องถูกทบทวนตามไปด้วย
สำหรับกรุงเทพฯ การปรับตัวจึงควรเดินตามเส้นทางเดียวกับน้ำ เริ่มตั้งแต่ทำให้น้ำบนพื้นผิวเคลื่อนช้าลง เพิ่มพื้นที่ซึมและพื้นที่พักน้ำ รักษาความต่อเนื่องของคลอง ดูแลช่องรับน้ำ ท่อ เครื่องสูบ และประตูระบายน้ำ แล้วเชื่อมทั้งหมดกับการบริหารเจ้าพระยาทั้งลุ่ม รวมถึงข้อมูลน้ำทะเลและการทรุดตัวของแผ่นดิน
การซื้อเครื่องสูบเพิ่มอาจจำเป็นในบางพื้นที่ แต่มันไม่สามารถทดแทนเส้นทางน้ำทั้งระบบได้ เครื่องสูบที่ใหญ่ที่สุดก็ช่วยไม่ได้มากนัก ถ้าน้ำไปไม่ถึงเครื่อง หรือปลายทางไม่มีที่ให้ปล่อย
ส่วนบอสตันต้องคิดเรื่อง coastal protection กับ stormwater drainage เป็นระบบเดียวกันมากขึ้น แนวกั้นน้ำทะเล ประตูกันน้ำย้อน พื้นที่พักน้ำ และสถานีสูบต้องถูกทดสอบพร้อมกันภายใต้สถานการณ์ที่ฝนหนักและทะเลสูงเกิดในช่วงเดียวกัน
คำสำคัญจึงไม่ใช่เพียง resilience แต่คือ adaptability เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเลขสุดท้ายในปี 2050 หรือ 2080 จะเป็นเท่าไร การสร้างทุกอย่างให้พร้อมรับ scenario ที่แพงที่สุดตั้งแต่วันแรกอาจไม่เหมาะกับทุกเมือง แต่เราสามารถออกแบบระบบให้เพิ่มขีดความสามารถได้ เช่น เผื่อพื้นที่สำหรับเพิ่ม pump capacity ยกระดับแนวป้องกันในอนาคต หรือสร้างสวนและพื้นที่สาธารณะที่ทำหน้าที่เป็น temporary retention basin เมื่อฝนหนัก
และตรงนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมาก ในบทความเดือนกรกฎาคม ผมใช้คำว่า Internet of Nature ความคิดคือ หากศตวรรษที่แล้วอินเทอร์เน็ตเชื่อมมนุษย์เข้าหากัน ศตวรรษนี้เรากำลังเชื่อมธรรมชาติเข้ากับระบบข้อมูล ดาวเทียมเห็นเมฆและความชื้น เรดาร์เห็นฝน เซ็นเซอร์เห็นระดับคลองและแม่น้ำ ทุ่นเห็นทะเล เครื่องวัดเห็นความชื้นของดิน และ AI สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาช่วยคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดไป
เมืองจึงไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำถึงเข่าก่อนจึงรู้ว่าระบบกำลังมีปัญหา Digital Twin ของเมืองสามารถทดลองเหตุการณ์ก่อนมันเกิดจริงได้ ถ้าฝน 100 มิลลิเมตรมาในสองชั่วโมงพร้อมน้ำทะเลหนุน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเครื่องสูบเสียไป 20% จุดไหนจะท่วมก่อน ถ้าคลองหนึ่งมีระดับสูงเกินค่าหนึ่ง ควรเปิดพื้นที่รับน้ำตรงไหนและเตือนประชาชนบริเวณใด
คำถามสำคัญของ High Tech จึงกลับมาจบที่ High Touch เสมอ เทคโนโลยีไม่ได้มีค่าเพราะเรามี dashboard สวยขึ้น แต่มีค่าเมื่อทำให้คนกลับบ้านได้ โรงเรียนไม่ต้องปิด ร้านค้าขนาดเล็กไม่ต้องเสียของ และครอบครัวมีเวลาเตรียมตัวก่อนน้ำมาถึง
เมื่อมองย้อนกลับไป คำเตือนที่ผมเขียนจากบอสตันเมื่อเดือนกรกฎาคมจึงไม่ได้เกี่ยวกับการทำนายภัยพิบัติครั้งใดครั้งหนึ่ง สิ่งที่ผมกังวลในตอนนั้นคือโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น ในขณะที่วิธีคิดของเรายังขยับช้าเกินไป และภาพน้ำท่วมจากสองบ้านในวันนี้ทำให้เรื่องนั้นเป็นรูปธรรมขึ้น ผมคิดว่าโลกเข้าใกล้ถึงเวลานั้นแล้วครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง