ข่าว

พบผู้รอดชีวิต 2 คน ใต้ซากอาคารถล่มใน “กัมพูชา”

หน่วยกู้ภัยช่วยผู้รอดชีวิต 2 คนออกมาจากใต้ซากอาคารที่พังถล่มในกัมพูชา ซึ่งเป็นเวลามากกว่า 2 วันแล้วนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

หน่วยกู้ภัยกัมพูชาสามารถช่วยผู้รอดชีวิต 2 คนออกมาจากใต้ซากอาคาร 7 ชั้นที่พังถล่มเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในเมืองพระสีหนุได้สำเร็จ ซึ่งผู้รอดชีวิตทั้ง 2 คนได้รับน้ำดื่มก่อนที่จะถูกพาตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 25 รายแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 24 คน โดยตอนนี้เวลาผ่านไปมากกว่า 2 วันแล้วนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดถึงยอดผู้สูญหาย

ในจำนวนผู้เสียชีวิตตอนนี้สามารถยืนยันตัวตนได้แล้ว 3 ราย เป็นคนงานก่อสร้างชาวกัมพูชา 2 ราย และล่ามชาวกัมพูชา 1 ราย โดยในตอนที่เกิดเหตุมีคนงานก่อสร้างจำนวนมากที่นอนหลับอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าวที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

อาคารดังกล่าวเป็นของบริษัทจากประเทศจีน ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เมืองพระสีหนุได้ถูกเปลี่ยนโฉมไปโดยโรงแรมและคาสิโนต่างๆมากมายที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทจากจีน แต่ชาวกัมพูชาก็กำลังมีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆถึงมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทก่อสร้างจากจีนต่างๆที่กำลังดำเนินงานอยู่ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 4 คนจากเหตุอาคารถล่มครั้งนี้ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงชาวจีนที่เป็นเจ้าของอาคาร, หัวหน้าบริษัทก่อสร้าง และผู้รับเหมา นอกจากนี้เจ้าของที่ดินชาวกัมพูชาก็ถูกนำตัวไปสอบปากคำอีกด้วย ขณะที่สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า โฆษกประจำกระทรวงบริหาร, วางแผน และก่อสร้างที่ดินกัมพูชา เปิดเผยว่า อาคารที่พังถล่มนั้นถูกก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนสถานทูตจีนประจำกรุงพนมเปญได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้ระบุว่าจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนของทางการกัมพูชา

ด้านสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุเมื่อเช้าวานนี้อีกครั้งเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ และได้อนุมัติการขอลาออกของผู้ว่าราชการจังหวัดที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นเหตุอาคารถล่มครั้งเลวร้ายที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และจะก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงมาตรฐานการก่อสร้างในเมืองพระสีหนุ และอาจส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านจีนขึ้นในประเทศได้