ข่าว

สหรัฐฯ เผยเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในอากาศหลายชม. บนพื้นผิววัตถุ 2-3 วัน

วารสารการแพทย์เดอะนิวอิงแลนด์ (NEJM) ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาล่าสุดที่พบว่าไวรัสโคโรน่าก่อโรคติดเชื้อโควิด-19 ดำรงอยู่ได้นานหลายชั่วโมงในละอองลอยในอากาศ (aerosal) จนถึงหลายวันบนพื้นผิวต่างๆ

คณะนักวิทยาศาสตร์ พบว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) หรือ ไวรัสโรคโควิด-19 (COVID-19) อยู่ในละอองลอยในอากาศได้นานสูงสุด 3 ชั่วโมง อยู่บนทองแดงได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมง อยู่บนกระดาษลูกฟูกได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมง อยู่บนพลาสติกและเหล็กกล้าไร้สนิมได้นานสูงสุด 2 – 3 วัน

การศึกษาข้างต้นของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐฯ ได้มอบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการคงสภาพ (stability) ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และบ่งชี้ว่าผู้คนอาจได้รับเชื้อผ่านอากาศและหลังสัมผัสวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ ซึ่งมาจากห้องปฏิบัติการเขาร็อกกี สังกัดสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID) ทำการเปรียบเทียบว่าสภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และไวรัสโคโรน่าก่อโรคซาร์สอย่างไรบ้าง ผลการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรน่าก่อโรคซาร์สเป็นไวรัสโคโรน่าในมนุษย์ที่เกี่ยวพันใกล้ชิดกับไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 มากที่สุด ซึ่งถูกกำจัดด้วยมาตรการแกะรอยผู้ติดเชื้อและแยกโรคอย่างเข้มข้นจนไม่พบผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา

 ส่วนการศึกษาการคงสภาพของไวรัสโคโรน่าทั้งสองสายพันธุ์พบว่ามีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันจนทำให้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมโรคโควิด-19 กลายเป็นโรคระบาดขนานใหญ่กว่าโรคซาร์สอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์พยายามจำลองไวรัสที่สะสมอยู่ในร่างกายผู้ติดเชื้อไปจนถึงไวรัสบนพื้นผิวต่างๆ ในครัวเรือนหรือโรงพยาบาล ที่เก็บจากการไอจามหรือการสัมผัสวัตถุ จากนั้นตรวจสอบว่าไวรัสยังคงแพร่เชื้อบนพื้นผิวเหล่านั้นได้นานเท่าไร

การค้นพบครั้งนี้ตอกย้ำคำชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ที่ให้ปฏิบัติตามข้อควรระวังเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019
ข้อควรระวังดังกล่าวกอปรด้วยหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคนที่เจ็บป่วย , หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา จมูก และปาก , อยู่แต่ในบ้านหากไม่สบาย , ใช้กระดาษทิชชูปิดจมูกและปากหากไอจาม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรควัตถุและพื้นผิวที่สัมผัสเป็นประจำ

การศึกษาเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยลอสแอนเจลิส และมหาวิทยาลัยพรินสตันของสหรัฐฯ