ข่าว ต่างประเทศ

ปีนี้ไม่เล่นนะ! Google ประกาศ งดเล่นมุก April fool’s Day เพราะวิกฤตโควิด 19

1 เมษายนวนเวียนมาทีไร บรรดาเพื่อนจอมแสบของเราก็ช่างไปสรรหามุกโกหก มาหลอกให้เราหน้าแตกได้ทุกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้า ที่ถือโอกาสนี้หยอกล้อกับลูกค้ากันอย่างสนุกสนาน รวมถึง Google ที่ขึ้นชื่อว่า “หลอกกันเนียน” จนทำให้หลายคนต้องอ้าปากค้างมาแล้ว แต่ด้วยช่วงเวลานี้ ทั่วโลกกำลังเป็นกังวลกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ดังนั้น Google จึงออกมาประกาศว่าจะ งดเล่นมุก ตลกในวันเมษาหน้าโง่เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้คนที่กำลังโศกเศร้าทั่วโลก

ลอร์เรน ทูฮิล หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Google ได้ออกมาเขียนอีเมลถึงฝ่ายบริหาร ระบุว่า ปีนี้ ทีมงานจะยกเลิกธรรมเนียมการเล่นมุกตลก หลอกลวงผู้คนในวันเอพริลฟูลส์ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งภารกิจสูงสุดของ Google คือการช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้ และปีหน้า เราจะได้เล่นมุกตลกร่วมกันอีกครั้งในบรรยากาศที่สดใสกว่าตอนนี้อย่างแน่นอน

Google เป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับโลกที่เอาจริงเอาจังกับการเล่นมุกตลกในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมมากว่า 20 ปีแล้ว อย่างในปีล่าสุด ก่อนหน้าเอพริลฟูลส์เดย์ไม่กี่วัน โซเชียลมีเดียทางการของ Google ก็ได้เผยแพร่วิดีโอโปรโมตสินค้าตัวใหม่ของแบรนด์ ชื่อว่า Google Tulip (กูเกิ้ลทิวลิป) โชว์ระบบแปลภาษาดอกทิวลิปให้พูดคุยโต้ตอบกับมนุษย์ได้ เช่น ตอนนี้ฉันต้องการน้ำ ซึ่งใช้ทีมวิจัยและหัวหน้างานที่น่าเชื่อถือออกมาพูดถึงสินค้าดังกล่าวในวิดีโอตัวนี้ ปรากฏว่าหลายคนเชื่อไปแล้ว ว่าเทคโนโลยีแบบนี้เกิดขึ้นจริง ก่อนที่ทางบริษัทจะออกมาเฉลย และทำให้ผู้คนหมั่นไส้ไปตาม ๆ กัน

สื่อต่างประเทศมองว่าการตัดสินใจของ Google เป็นเรื่องที่ชาญฉลาด เนื่องจากในวิกฤตเช่นนี้ การเล่นมุกตลกกับสาธารณะอาจมีการตีความให้เข้าใจผิดไปได้ง่าย และอาจส่งผลถึงภาพลักษณ์ของบริษัทที่ดูเหมือนไม่รู้กาลเทศะ ซึ่งบทบาทของ Google ตอนนี้ ควรจะต้องเป็นผู้นำในการพาผู้คนทั่วโลก ในการก้าวออกจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ให้ได้ ด้วยเป็นหนึ่งในบริษัทนวัตกรรมระดับโลก นี่จึงเป็นโอกาสให้แสดงฝีมือ รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือด้วย

ทั้งนี้ Google ได้ออกมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนทั้งในสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ ที่เผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัสโคโรน่าระบาด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมืออย่างเต็มที่กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการคิดค้นระบบจัดเก็บข้อมูลในช่วงเกิดโรคระบาด และอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนผ่านฟีเจอร์หรือแอปพลิเคชั่นของแบรนด์แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ล่าสุด มีการบริจาคเงิน 800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (ราว 24,000 ล้านบาท) พร้อมหน้ากากอนามัยอีก 3 ล้านชิ้น