
SHORT CUT
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนผู้เลี้ยงสุนัขและแมว ระวังโรคติดเชื้อไวรัส Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) หรือ ‘โรคไวรัสเห็บ’ หลังพบผู้ป่วย 3 รายในปี 2568 และเสียชีวิตทั้งหมด
โรค SFTS โรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิด RNA ใน genus Bandavirus โดยโรคนี้ไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือโรคติดต่ออุบัติใหม่ แต่พบมากในประเทศแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สำหรับประเทศไทยเคยมีรายงานผู้ป่วยประปรายมาตั้งแต่ปี 2562
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2568 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยสะสมรวม 7 ราย อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 เพียงปีเดียว พบผู้ป่วยแล้ว 3 ราย และเสียชีวิตทั้งหมด ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีอายุเฉลี่ย 55.7 ปี
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่การติดเชื้อคือการสัมผัสเห็บ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติสัมผัสหรือถูกเห็บกัด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสโดยตรง เช่น ใช้มือเปล่าหยิบเห็บออกจากสุนัข หรือถูกเห็บกัดขณะเลี้ยงสุนัข
เชื้อไวรัส SFTSV ติดต่อโดยมี "เห็บ" เป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เชื้อนี้มีวงจรการติดต่อระหว่างเห็บและสัตว์ที่เป็นรังโรค สัตว์ที่สามารถเป็นรังโรคได้ ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ หมู วัว ควาย ไก่ นกบางชนิด หนู และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ
นอกจากนี้ การติดต่อจากคนสู่คนยังมีหลักฐานไม่ชัดเจน แต่มีรายงานการติดเชื้อในครอบครัวเดียวกัน โดยมีความเสี่ยงคือการสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่ง (เช่น เลือดหรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ) ของผู้ป่วย ผ่านทางเยื่อบุผิวในช่องจมูก ปาก ตา หรือบาดแผลบริเวณผิวหนัง
โรค SFTS จัดเป็นโรคที่มีความรุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยประมาณ 20% ลักษณะอาการทางคลินิกเริ่มต้นจะคล้ายกับไข้เลือดออก หรือไข้ปวดข้อยุงลาย ทำให้วินิจฉัยสับสนได้ อาการเบื้องต้น ได้แก่:
ในกรณีที่อาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจเข้าสู่ภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบ (Multiple Organ Failure) เช่น มีอาการเลือดออกในตับและไต รวมถึงการทำงานของหัวใจและปอดล้มเหลว หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิต ปัจจุบัน การรักษายังคงเป็นการรักษาตามอาการ และยังไม่มียาจำเพาะสำหรับโรคนี้
กรมควบคุมโรคได้เน้นย้ำคำแนะนำในการป้องกันโรค SFTS เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงในต่างประเทศ:
แพทย์ผู้รักษาควรวินิจฉัยแยกโรคนี้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ แต่ตรวจไม่พบการติดเชื้อไข้เลือดออกและไข้ปวดข้อยุงลาย
ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ข่าวที่เกี่ยวข้อง