
SHORT CUT
งานวิจัยล่าสุดพบป่าแอฟริกาเปลี่ยนจากแหล่งดูดซับไปเป็นแหล่งกำเนิดคาร์บอน ส่งผลให้พื้นที่ป่าฝนหลักสามแห่งของโลกมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จากงานวิจัยโดยศูนย์สังเกตการณ์โลกแห่งชาติ (National Centre for Earth Observation) ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคาร์บอนที่สะสมในต้นไม้และพืชพรรณไม้มานานกว่าสิบปี และได้ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เปิดเผยข้อมูลว่า ป่าไม้ของแอฟริกา ได้เปลี่ยนบทบาทจากแหล่งดูดซับคาร์บอน กลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนเสียเอง
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ส่งผลให้พื้นที่ป่าฝนหลักทั้งสามแห่งของโลก ได้แก่ป่าอะเมซอนในอเมริกาใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา เปลี่ยนจากการเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแทน
สาเหตุหลักของปัญหานี้คงหนีไม่พ้นกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งเกษตรกรที่กำลังถางพื้นที่ป่าเพื่อเพาะปลูกผลผลิตเพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และการทำเหมือง ไปจนถึงการเผาไหม้ก๊าซ น้ำมัน และถ่านหิน ที่ส่งผลให้ความสามารถในการฟื้นตัวของระบบนิเวศลดลง
นักวิทยาศาสตร์พบว่าระหว่างปี 2010 - 2017 ป่าในแอฟริกาสูญเสียชีวมวลประมาณ 106,000 ล้านกิโลกรัมต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำหนักรถยนต์ประมาณ 106 ล้านคัน การสูญเสียพื้นที่ป่าเป็นวงกว้างได้พลิกสถานการณ์จนทำให้ภูมิภาคนี้มีส่วนทำให้เกิดคาร์บอนในชั้นบรรยากาศมากขึ้น
นักวิจัยเตือนว่า นี่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการการสูญเสียพื้นที่ป่า ก่อนที่โลกจะสูญเสียหนึ่งในแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุด
ขณะที่บราซิลเริ่มเคลื่อนไหวด้วยการเปิดตัวโครงการริเริ่ม Tropical Forest Forever Facility (TFFF) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะระดมเงินมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (76 พันล้านปอนด์) เพื่อการปกป้องผืนป่า โดยจะจัดสรรเงินทุนเงินให้ประเทศต่างๆ สำหรับอนุรักษ์ให้ผืนป่าของตนยังคงสภาพเดิม
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เข้าร่วมลงทุนในโครงการริเริ่มนี้ ทำให้ระดมทุนไปได้เพียง 6.5 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น