
SHORT CUT
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นมาตรฐานควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยุติมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ นับเป็นการยกเลิกนโยบายสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
รัฐบาลประธานาธิบดีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศว่าจะยกเลิกคำวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” (Endangerment Finding) คำวินิจฉัยทางวิทยาศาสตร์สำคัญในยุคอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามาและเป็นรากฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ จำนวนมากที่ระบุว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และยกเลิกมาตรฐานของรัฐบาลกลางที่ควบคุมการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์และรถบรรทุก
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการยกเลิกนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ หลังจากได้ผ่อนคลายกฎระเบียบหลายด้านและดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อปลดข้อจำกัดต่อการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลและชะลอการขยายตัวของพลังงานสะอาดมาแล้วก่อนหน้านี้
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ภายใต้กระบวนการที่สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (EPA) เพิ่งดำเนินการเสร็จสิ้น สหรัฐฯ ได้ยกเลิกคำวินิจฉัยดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศและผลักดันให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคอเมริกันพุ่งสูงขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นการยกเลิกกฎระเบียบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ด้าน EPA ออกแถลงการณ์ระบุว่า คำวินิจฉัยนี้อาศัยการตีความกฎหมายอากาศสะอาดของรัฐบาลกลางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากมลพิษที่ก่ออันตรายจากการสัมผัสในระดับท้องถิ่นหรือภูมิภาค ไม่ใช่จากการทำให้สภาพภูมิอากาศโลกอุ่นขึ้น พร้อมเสริมว่า ทฤษฎีทางกฎหมายที่บกพร่องนี้ทำให้หน่วยงานดำเนินการนอกเหนือขอบเขตอำนาจตามกฎหมายในหลายประการ
“ทรัมป์” เคยกล่าวว่า ตนเองนั้นเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงและนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส 2015 ส่งผลทำให้ประเทศที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก อย่าง อเมริกา ต้องพลาดโอกาสในการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ พร้อมยกเลิกมาตรการเครดิตภาษีในยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มุ่งเป้าไปที่การเร่งให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน
ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโอบามาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า หากไม่มีข้อค้นพบดังกล่าว เราทุกคนจะมีความปลอดภัยน้อยลง สุขภาพแย่ลงและมีความสามารถน้อยลงในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถทำเงินได้มากขึ้น
สำหรับคำวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตรายที่บังคับใช้ครั้งแรกในปี 2009 ระบุว่าก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิด รวมถึง ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และมีเทนเป็นอันตรายต่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต และนำไปสู่การที่ EPA ใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย Clean Air Act ปี 1963 เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษที่กักเก็บความร้อนอื่น ๆ จากยานยนต์ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินในปี 2007 ในคดีระหว่างรัฐแมสซาชูเซตส์ กับ EPA ว่า EPA มีอำนาจควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ภายใต้กฎหมายดังกล่าว
การยกเลิกการบังคับใช้คำวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตรายจะเป็นการลบข้อกำหนดด้านการวัด รายงาน รับรอง และปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถยนต์ในระดับรัฐบาลกลาง แต่ในเบื้องต้นอาจยังไม่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษแบบอยู่กับที่ เช่น โรงไฟฟ้า
ข้อมูลของ EPA ระบุว่า ภาคการขนส่งและภาคพลังงานต่างมีก็มีสัดส่วนความรับผิดชอบราว 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของสหรัฐฯ
EPA ระบุว่า การยกเลิกและการยุติมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากยานยนต์จะช่วยประหยัดเงินผู้เสียภาษีในสหรัฐฯ ได้ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์หรือกว่า 40.40 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ระบุว่า กฎดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลประโยชน์สุทธิแก่ผู้บริโภคผ่านการประหยัดค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ภายใต้รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีไบเดน ทาง EPA ตั้งเป้าลดการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์นั่งโดยรวมเกือบ 50% ภายในปี 2032 เมื่อเทียบกับระดับคาดการณ์ปี 2027 และประเมินว่า ราว 35 - 56% ของรถยนต์ใหม่ที่จำหน่ายจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในระหว่างปี 2030 – 2032
หน่วยงานประเมินว่ากฎดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลประโยชน์สุทธิปีละ 99,000 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท ไปจนถึงปี 2055 รวมถึง การประหยัดค่าน้ำมัน 46,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมอีก 16,000 ล้านดอลลาร์ (4.97 แสนล้านบาท) โดยผู้บริโภคคาดว่าจะประหยัดได้เฉลี่ย 6,000 ดอลลาร์ (1.86 แสนบาท) ตลอดอายุการใช้งานของรถใหม่แต่ละคัน
ด้านอุตสาหกรรมถ่านหินออกมาแสดงความยินดีกับประกาศดังกล่าว โดยระบุว่า จะช่วยชะลอการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่า
ขณะที่ Natural Resources Defense Council (NRDC) และ Earthjustice กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ประสานเสียงจะฟ้องร้องคัดค้านการยกเลิกข้อค้นพบดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายยาวนานจนถึงศาลสูงสุดอีกครั้ง
จากการตัดสินใจนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า จะเกิดผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจต่อไปนี้คือผลกระทบบางส่วนที่อาจเกิดขึ้น
ข้อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายคือจะข้อจำกัดที่น้อยลงสำหรับอุตสาหกรรมที่ผลิตก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตยานยนต์
ก๊าซเรือนกระจกกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
ผลของคำวินิจฉัยที่ผ่านมาเห็นได้ชัด โดยระดับก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2000 และลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีต่อมา
เมื่อยกเลิกคำวินิจฉัยนี้ ก็เท่ากับยกเลิกฐานทางกฎหมายส่วนใหญ่ที่จำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ
ผลของคำวินิจฉัยจนถึงขณะนี้ถือว่าเห็นได้ชัด โดยระดับก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 2000 และลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีต่อมา
เมื่อยกเลิกคำวินิจฉัยนี้ ก็เท่ากับยกเลิกพื้นฐานทางกฎหมายส่วนใหญ่ที่จำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ไปด้วย
กองทุน Environmental Defense Fund องค์กรไม่แสวงหากำไร ประเมินว่า จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีก 7,500 – 18,000 ล้านตัน ปริมาณมากกว่าที่ปล่อยออกมาในปัจจุบันถึง 3 เท่าภายในปี 2055 พร้อมเสริมว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์
รถยนต์ในสหรัฐฯ ราคาถูกลง (แต่ส่งออกยากขึ้น)
แม้กลุ่มสิ่งแวดล้อมจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่รัฐบาลทรัมป์ ระบุว่า การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านต้นทุนรถยนต์
ทำเนียบขาวอ้างว่า การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะช่วยลดต้นทุนผู้ผลิตรถยนต์ประมาณ 2,400 ดอลลาร์ (ราว 74,500 บาท) ต่อคัน
ตั้งแต่ปี 2009 คำวินิจฉัยนี้เปิดทางให้นโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิง และเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า หนึ่งในนโยบายสำคัญของอดีตประธานาธิบดีไบเดน คือกฎหมาย Inflation Reduction Act ที่สนับสนุนการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าและโครงการพลังงานหมุนเวียน
หลังกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว “ทรัมป์” ได้ยกเลิกนโยบายหลายอย่างเหล่านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดต่างประเทศหลายแห่งยังคงใช้เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ จึงมีข้อสงสัยว่าผู้ผลิตรถยนต์จะต้องปรับเปลี่ยนการผลิตมากน้อยเพียงใด
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้ยิ่งทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เพราะประเทศอื่นอาจไม่ต้องการซื้อรถยนต์อเมริกัน
คดีความเดือดร้อนรำคาญเพิ่มขึ้น
จากคำวินิจฉัยดังกล่าว คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ในปี 2011 ได้มอบอำนาจการกำกับดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ EPA แทนศาล เมื่อยกเลิกคำวินิจฉัยนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายคาดว่า อาจเกิดการฟ้องร้องในลักษณะคดีเหตุเดือดร้อนรำคาญสาธารณะ (Public Nuisance) เพิ่มขึ้น
ก่อนคำตัดสินปี 2011 หลายรัฐของสหรัฐฯ เคยฟ้องบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าก่อมลพิษ เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย
ดังนั้น บริษัทสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญคดีลักษณะนี้อีกครั้ง
ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
EPA ระบุว่าการคงมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่จำเป็นต่อการบรรลุภารกิจหลักในการปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่า มลพิษที่รวมถึงก๊าซเรือนกระจก สามารถก่อปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
Environmental Defense Fund ประเมินว่า ภายในปี 2055 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 15,400 – 58,000 ราย รวมถึง อาจมีผู้คนเข้ารับการรักษาอาการหอบหืดและรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นหลายสิบล้านกรณี
สหรัฐฯ อาจล้าหลังในการแข่งขันพลังงานหมุนเวียน
แม้ทำเนียบขาวจะชี้ให้เห็นถึงการประหยัดต้นทุน แต่การประกาศครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ จะสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานหมุนเวียนโลกได้อย่างไร
รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีไบเดนเคยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เพื่อให้สหรัฐฯ คงความสามารถในการแข่งขันไว้
ด้านอดีตผู้บริหาร EPA ระบุว่า ขณะที่สหรัฐฯ ถอยออกจากมาตรฐานรถพลังงานสะอาด ประเทศอื่นกำลังเร่งเดินหน้า และผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันกำลังตามหลัง โดยเฉพาะส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของบริษัทจากสหภาพยุโรปและจีน
การลดกฎระเบียบด้านอุตสาหกรรม
แม้จะมีข้อกังวลเรื่องการสูญเสียความสามารถแข่งขันด้านพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลทรัมป์ชี้ให้เห็นถึงภาระทางเศรษฐกิจจากกฎระเบียบดังกล่าว และระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้จะช่วยประหยัดเงินผู้เสียภาษีได้มหาศาล
อย่างไรก็ตาม “จอห์น เคอร์รี” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่เคยดำรงตำแหน่งทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ กล่าวว่า การยกเลิกกฎนี้จะก่อความเสียหายอย่างมหาศาลต่อผู้คนและทรัพย์สินทั่วโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น
ที่มา: The Straits Times, BBC
https://www.bbc.com/news/articles/cd03ee39945o
Credit ภาพ: Reuters