
SHORT CUT
ผู้เชี่ยวชาญเตือน ฟุตบอลโลก 2026 อาจเผชิญอากาศร้อนจัด ความชื้นสูง และพายุรุนแรง ภาวะโลกร้อนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสมรรถนะและความปลอดภัยของนักกีฬา
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่เปิดฉากขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน ภายใต้สภาพอากาศของฤดูร้อนในอเมริกาเหนือ จากอากาศที่ร้อนจัด ความชื้นสูงจนแทบหายใจไม่ออก และพายุฝนฟ้าคะนองที่สามารถทำให้การแข่งขันต้องล่าช้าได้โดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
การคาดการณ์สภาพอากาศตามฤดูกาลชี้ว่า หลายพื้นที่ของสหรัฐฯ จะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่มวลความชื้นจากอ่าวเม็กซิโกที่เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนืออาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและสภาพอากาศรุนแรงในช่วงสัปดาห์แรกของการแข่งขัน
แม้จะยังไม่สามารถคาดการณ์สภาพอากาศของแต่ละแมตช์ได้ล่วงหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ระบุว่า ฟุตบอลโลกฤดูร้อนที่จัดขึ้นในแคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพอากาศอย่างชัดเจน
ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่คือดัชนี 'Wet-Bulb Globe Temperature' (WBGT) ซึ่งคำนวณจากอุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด และความเร็วลม เพื่อประเมินความเครียดจากความร้อนที่ร่างกายได้รับ
กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศนานาชาติ (World Weather Attribution) เตือนว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของการแข่งขันทั้งหมดอาจจัดขึ้นในสภาพอากาศที่สูงเกินกว่าระดับความปลอดภัยที่แนะนำ
คริส มินสัน (Chris Minson) ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาและผู้อำนวยการร่วมของห้องปฏิบัติการสรีรวิทยาการออกกำลังกายและสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยโอเรกอน กล่าวว่าในสภาพอากาศร้อน แดดจัด หรือมีความชื้นสูง ระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติของร่างกายจะทำงานได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงของหลายเมืองเจ้าภาพ เนื่องจากเหงื่อจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้ก็ต่อเมื่อสามารถระเหยออกไปได้
ผลการวิจัยใหม่จากองค์กร Climate Central ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มโอกาสเกิดอุณหภูมิที่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะนักกีฬาในการแข่งขัน 97 นัดจาก 104 นัดของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเกมรอบแบ่งกลุ่ม ระหว่างอุรุกวัยกับสเปน ที่เมืองกัวดาลาฮาราของเม็กซิโกในวันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งนักวิจัยประเมินว่ามีโอกาสถึง 70% ที่นักกีฬาจะได้รับผลกระทบจากความร้อน โดยสูงกว่าระดับที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากไม่มีภาวะโลกร้อนถึง 37 จุดเปอร์เซ็นต์
ข้อมูลยังระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการแข่งขันทั้งหมดมีโอกาสอย่างน้อย 50% ที่อุณหภูมิจะสูงเกิน 28 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการวิ่ง ความเร็ว และการฟื้นตัวที่ลดลง
นอกจากนี้ กรุงเม็กซิโกซิตีที่ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 2,240 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และจะเป็นเจ้าภาพ 5 นัด อาจเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาที่เดินทางมาจากพื้นที่ระดับต่ำและไม่มีเวลาปรับตัว
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ระบุว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกทุกนัดจะมีการพักดื่มน้ำ 3 นาทีในช่วงครึ่งเวลา พร้อมยืนยันว่า การกำหนดโปรแกรมแข่งขันได้คำนึงถึงอุณหภูมิเฉลี่ย การเดินทาง วันพัก การเตรียมความพร้อมทางการแพทย์ และระบบทำความเย็นของสนาม
หลายสนามแข่งขันยังติดตั้งหลังคาเปิด-ปิดได้ รวมถึงระบบควบคุมอุณหภูมิ และกฎการแข่งขันอนุญาตให้เลื่อน หยุด เปลี่ยนเวลา หรือย้ายสถานที่แข่งขันได้ หากเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือสภาพอากาศรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์มินสัน มองว่า ฟีฟ่าควรกำหนดมาตรการแทรกแซงแบบบังคับเมื่อดัชนี WBGT แตะระดับ 26 องศาเซลเซียส และควรพิจารณาเลื่อนการแข่งขันหากค่าอยู่ในช่วง 28 องศาเซลเซียสถึง 30 องศาเซลเซียส พร้อมเสนอให้เพิ่มเวลาพักเพื่อคลายความร้อนเป็น 6 นาที จัดพื้นที่ร่มสำหรับลดอุณหภูมิร่างกาย เตรียมอ่างน้ำแข็งฉุกเฉิน และขยายเวลาพักครึ่งในกรณีที่สภาพอากาศรุนแรง
สำหรับฟีฟ่าแล้ว การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านการจัดการแข่งขันระดับโลก แต่สำหรับนักกีฬา โค้ช และนักวิทยาศาสตร์ ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นบททดสอบสำคัญว่ากีฬาฟุตบอลจะสามารถปรับตัวรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ได้มากเพียงใด
ที่มา : The Strait Times