
SHORT CUT
ชาวยุโรปกำลังหาทางรับมือกับความร้อนที่อาจอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะการช่วยกันดูแลผู้สูงอายุ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในเมือง
ยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงตลอดทั้งสัปดาห์ ทำให้หลายประเทศมีอากาศที่ร้อนทำลายสถิติทั้งกลางวันและกลางคืน โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงสุดได้ถึง 40-45 องศาเซลเซียส ซึ่งสาเหตุหลักถูกพุ่งเป้าไปที่การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้เกิดมลพิษในตัวเมือง ทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยและยาวนานกว่าเดิม
ขณะที่ชาวเมืองเริ่มตระหนักถึงความจริงที่ว่า หากพวกเขาไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือหาวิธีรับมือ คลื่นความร้อนก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในครั้งต่อๆ ไป จึงเกิดเป็น 4 แนวทางหลักเพื่อรับมือคลื่นความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ
1. การเยี่ยมเพื่อนบ้านผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุมีสัดส่วนสูงมากในจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อน และแพทย์กล่าวว่าหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้คือการช่วยกันดูแลผู้คนรอบข้าง โดยเมืองหลายแห่งรวมถึงปารีสได้จัดตั้งบริการพิเศษที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยติดต่อผู้มมีอายุมากกว่า 60 ปี เพื่อช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของพวกเขาทุกครั้งที่เกิดคลื่นความร้อน
ในเดนมาร์กมีการจัดตั้งกลุ่ม 'ดาวโทรศัพท์' ที่มีอาสาสมัครประมาณ 1,700 คนทั่วประเทศ พวกเขาจะผลัดกันโทรศัพท์หาผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวเพื่อคอยสอบถามความเป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ส่วนที่อิตาลีมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงพิเศษสำหรับผู้สูงอายุในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด พร้อมมีบริการจัดส่งอาหารระหว่างวันด้วย
2. ที่พักพิงเพื่อหลบภัยจากสภาพอากาศ
ช่วงที่อากาศจะร้อนอบอ้าวจนทนไม่ไหว การได้หลบพักในที่ที่มีอากาศเย็นก็เพียงพอจะช่วยชีวิตใครได้หลายคน บางประเทศในยุโรปจึงพยายามดัดแปลงอาคารสาธารณะ เช่น โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด ให้กลายเป็นศูนย์คลายร้อนสำหรับทุกคน ที่พวกเขาสามารถเข้ามาพักพิง ดื่มน้ำ และใช้ห้องน้ำ เพื่อคลายความร้อนได้
3. เพิ่มการสร้างร่มเงา
แม้ว่าเครื่องปรับอากาศจะเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิในอาคาร แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่าการป้องกันที่ดีที่สุด คือการควบคุมไม่ให้ความร้อนเข้าไปภายในอาคาร แทนที่จะพยายามกำจัดความร้อนออกไป
ตอนนี้อาคารหลายแห่งในยุโรปจึงได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วย 'บังแดด' รวมถึงการทาสีผนังและหลังคาเป็นสีขาวเพื่อสะท้อนแสงแดด และการติดตั้งบานเกล็ด ม่านบังตา และกันสาดภายนอก โดยเฉพาะการติดตั้ง 'ผ้าใบบังแดด' ที่ช่วยเพิ่มร่มเงาสำหรับผู้คนที่สัญจรภายนอกอาคาร และยังช่วยลดความร้อนที่จะเข้าในตัวอาคารได้ด้วย
4. การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง
เขตตัวเมืองมักมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากคอนกรีตและยางมะตอยจะกักเก็บความร้อน รวมถึงการใช้เครื่องจักรและรถยนต์ ที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงขึ้นถึง 2-3 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจมากพอที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
หลายเมืองรวมถึงกรุงปารีสจึงมีความพยายามที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยปลูกต้นไม้มากกว่า 150,000 ต้น ที่นอกจากจะให้ร่มเงา ยังช่วยลดอุณหภูมิในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ลดการใช้รถยนต์
หลายประเทศในยุโรปยังส่งเสริมให้ผู้คนใช้จักรยานแทนการขับรถ ด้วยการสร้างเลนจักรยาน ปิดถนนให้เป็นทางเดินเท้า ซึ่งนับเป็นการลดโอกาสเกิดคลื่นความร้อนจากต้นเหตุโดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าการเดินทางด้วยจักรยานในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว จะทำให้ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และลดโอกาสของโรคอ้วน ซึ่งจะทำให้ร่างกายพร้อมที่จะรับมือกับความเครียดที่สภาพอากาศร้อนจัดส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการลดการปล่อยมลพิษที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งก็น่าจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นความร้อนในอนาคตด้วย