เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

กลยุทธ์การตลาด จาก Ghost Pepper ที่ท้าขีดจำกัดคนกินเผ็ด ไปจนถึง Sriracha Latte เมนูที่ฟังแล้วต้องหยุดคิด กับป๊อปอัป 'ซอสพริกศรีราชา' ย่าน Soho กลางกรุงลอนดอน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคและการตลาดอาหารยุคใหม่ ที่ต้องสร้างประสบการณ์ร่วม

SHORT CUT

  • การกินเผ็ดได้กลายเป็นเทรนด์และคอนเทนต์ยอดนิยมของวัยรุ่นในยุโรป ซึ่งถูกมองว่าเป็นกิจกรรมและความบันเทิงมากกว่าแค่รสชาติอาหาร
  • แบรนด์ซอสพริกศรีราชาของไทย Flying Goose ใช้กระแสดังกล่าวจัดกิจกรรมป๊อปอัปสโตร์ในลอนดอน เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค
  • กลยุทธ์หลักคือการตลาดเชิงประสบการณ์ (Experience Marketing) ผ่านกิจกรรมชิมซอสหลากหลายรสชาติ และการสร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่เพื่อกระตุ้นการแชร์บนโซเชียลมีเดีย

กลยุทธ์การตลาด จาก Ghost Pepper ที่ท้าขีดจำกัดคนกินเผ็ด ไปจนถึง Sriracha Latte เมนูที่ฟังแล้วต้องหยุดคิด กับป๊อปอัป 'ซอสพริกศรีราชา' ย่าน Soho กลางกรุงลอนดอน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคและการตลาดอาหารยุคใหม่ ที่ต้องสร้างประสบการณ์ร่วม

เมื่อก่อนซอสพริกอาจเป็นเพียงเครื่องปรุงที่วางอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะอาหาร แต่ในวันที่คลิปท้ากินเผ็ดสามารถเรียกยอดวิวได้เป็นล้าน 'ความเผ็ด' กำลังเปลี่ยนสถานะจากรสชาติส่วนบุคคล ไปเป็นกิจกรรม ความบันเทิง และเครื่องมือแสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่

Flying Goose แบรนด์ซอสพริกศรีราชาจากประเทศไทย ภายใต้บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) นำกระแสดังกล่าวมาต่อยอดผ่าน 'Flying Goose Pop-Up in London' ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–20 มิถุนายน 2569 ณ 59 Greek Street ย่าน Soho ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายในงานมีซอสพริกศรีราชากว่า 32 รสชาติให้ทดลองชิม พร้อมกิจกรรมสะสมตราประทับ เมนูพิเศษ สินค้ารุ่นลิมิเต็ด และพื้นที่ที่ออกแบบมาให้ผู้เข้าชมถ่ายภาพและนำไปแชร์บนโซเชียลมีเดีย

ทั้งหมดนี้ทำให้ป๊อปอัปดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงร้านขายซอสชั่วคราว แต่เป็นพื้นที่ทดลองว่า ซอสพริกหนึ่งขวดจะสามารถขยับเข้าไปอยู่ในโลกของอาหาร วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้ไกลแค่ไหน

เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

ทำไมต้องเปิดป๊อปอัปกลางย่าน Soho?

เพราะ Soho ไม่ได้เป็นเพียงย่านการค้า แต่เป็นพื้นที่ที่อาหาร แฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมเมืองมาบรรจบกัน การเลือกเปิดงานในย่านนี้จึงช่วยนำซอสพริกออกจากชั้นวางสินค้า และพาเข้าไปอยู่ท่ามกลางวิถีชีวิตของผู้บริโภคโดยตรง

จุดหลักของงานคือ Sauce Tasting Bar ซึ่งรวบรวมซอสพริกศรีราชากว่า 32 รสชาติไว้ให้ผู้เข้าชมทดลอง ตั้งแต่รสที่คุ้นเคย ไปจนถึงรสชาติที่อาจไม่เคยคิดว่าจะนำมารวมกับซอสศรีราชาได้

เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

ผู้ร่วมงานยังได้รับ Sriracha Passport สำหรับสะสมตราประทับหลังทดลองชิมซอสแต่ละรส เปลี่ยนกิจกรรมธรรมดาอย่างการชิมสินค้าให้มีลักษณะคล้ายเกม และทำให้ผู้บริโภคมีเหตุผลที่จะเดินสำรวจพื้นที่มากกว่าการหยิบของแล้วจ่ายเงินกลับบ้าน

รูปแบบนี้สะท้อนบทบาทของป๊อปอัปสโตร์ในปัจจุบันที่ไม่ได้มีไว้ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่สร้างเหตุผลให้คนออกจากหน้าจอ มาสัมผัสแบรนด์ในพื้นที่จริง

ทำไม 'การกินเผ็ด' จึงกลายเป็นไลฟ์สไตล์?

เพราะสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม ความเผ็ดไม่ได้จบอยู่ที่คำว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่กลายเป็นการทดสอบขีดจำกัด ความสนุกระหว่างเพื่อน และวัตถุดิบชั้นดีสำหรับสร้างคอนเทนต์ เสน่ห์ของคอนเทนต์ประเภทนี้อยู่ที่ปฏิกิริยาซึ่งเกิดขึ้นทันที ทั้งใบหน้าแดง น้ำตาไหล เสียงหัวเราะ หรือความพยายามจะทำเหมือนไม่เผ็ด ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนอาหารธรรมดาให้กลายเป็นความบันเทิงที่ดูและแชร์ต่อได้

ความเผ็ดจึงมีคุณสมบัติที่นักการตลาดชื่นชอบ เพราะสร้างอารมณ์ร่วมได้รวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเป็นผู้สร้างเรื่องราวด้วยตัวเอง โดยหนึ่งในซอสที่ถูกนำมาเป็นไฮไลต์ของงานคือ 'Ghost Pepper Sriracha' ซึ่งชูระดับความเผ็ดเป็นจุดขาย สอดคล้องกับคลิปและชาเลนจ์กินเผ็ดที่พบเห็นได้ทั่วไปบน TikTok, Instagram และ YouTube

อย่างไรก็ตาม ระดับความเผ็ดไม่ได้เป็นมาตรฐานสากล สิ่งที่คนหนึ่งมองว่าแค่พอมีรสชาติ อาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของอีกคนหนึ่ง เพราะความสามารถในการรับรสเผ็ดขึ้นอยู่กับทั้งความคุ้นเคย วัฒนธรรมอาหาร และสภาพร่างกายของแต่ละคน

เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

ป๊อปอัปที่ขายประสบการณ์ มากกว่าตัวสินค้า?

ผู้เข้าชมไม่ได้เพียงเดินเข้าไปอ่านฉลากหรือเลือกซอสจากชั้นวาง แต่สามารถทดลองชิม สะสมตราประทับ ลองเมนูพิเศษ ทำของที่ระลึก และถ่ายภาพกับงานศิลปะจัดวางภายในพื้นที่ แนวทางนี้เรียกว่า Experience Marketing หรือการตลาดที่ให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ แทนที่จะรับสารจากโฆษณาเพียงฝ่ายเดียว

สำหรับสินค้าอาหาร วิธีนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะต่อให้ใช้ภาพสวยหรือคำบรรยายละเอียดเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนการลองชิมจริงได้ทั้งหมด

ป๊อปอัปจึงทำหน้าที่คล้ายพื้นที่ทดลองตลาด ผู้บริโภคได้ลองสินค้า ขณะที่แบรนด์สามารถสังเกตได้ว่า รสชาติ เมนู หรือกิจกรรมใดสร้างความสนใจและบทสนทนาได้มากที่สุด

เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

Tartar Sriracha คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับ Fish & Chips?

แทนที่จะบอกให้คนอังกฤษเปลี่ยนวิธีกินทั้งหมด Flying Goose เลือกหยิบรสชาติที่ชาวอังกฤษคุ้นเคยจากซอสทาร์ทาร์ ที่รับประทานคู่กับ Fish & Chips มาผสมกับความเผ็ดแบบศรีราชา เพื่อทำให้ของใหม่ดูไม่ไกลตัวจนเกินไป กลายเป็น Tartar Sriracha เป็นการนำสินค้าจากวัฒนธรรมหนึ่งไปเชื่อมกับความคุ้นเคยของผู้บริโภคอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ในทางการตลาด วิธีนี้เรียกว่า Localisation หรือการปรับสินค้าให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น โดยยังรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ต้นทางไว้

Tartar Sriracha ซอสพริกศรีราชารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน มีจำหน่ายเฉพาะภายในงานที่ลอนดอนและผลิตในจำนวนจำกัด ยิ่งทำให้สินค้าถูกทำให้มีสถานะมากกว่าของกิน แต่กลายเป็นของที่ต้องรีบตัดสินใจและอาจมีคุณค่าในฐานะของสะสม

ทำไมต้องมี Sriracha Latte?

เพราะในยุคที่ผู้บริโภคเห็นเมนูใหม่บนหน้าจอแทบทุกวัน ความอร่อยเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เมนูยังต้องมีบางอย่างที่ทำให้คนหยุดดู ตั้งคำถาม และอยากรู้ว่ารสชาติจริงเป็นอย่างไร 

Sriracha Latte หรือ ซอสศรีราชาลาเต้ คือกาแฟลาเต้ที่เสิร์ฟพร้อมวิปครีมผสมซอสพริกศรีราชา นำรสหวาน หอม มัน และเผ็ดมาอยู่ในแก้วเดียว

แน่นอนว่าเมนูนี้อาจไม่ได้ฟังดูน่าดื่มสำหรับทุกคน แต่ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่าง 'น่าลอง' กับ 'ใครคิดเมนูนี้ขึ้นมา' นี่เองที่ทำให้มันมีศักยภาพในการเป็นคอนเทนต์

ภายในงานยังมี Sriracha Nachos ซึ่งนำซอสศรีราชาไปอยู่ในเมนูของกินเล่นที่เข้าถึงง่ายกว่า แสดงให้เห็นสองแนวทางพร้อมกัน คือการจับคู่กับอาหารที่คุ้นเคย และการผลักซอสเข้าไปอยู่ในเมนูที่คาดไม่ถึง เมนูเหล่านี้ช่วยขยายภาพจำของซอสศรีราชาจากเครื่องปรุงอาหารคาว ไปสู่วัตถุดิบที่สามารถนำไปทดลองได้ทั้งกับของกินเล่นและเครื่องดื่ม

เทรนด์ ‘กินเผ็ด’ สร้างคอนเทนต์สุดเรียลของวัยรุ่นยุโรป จนแบรนต์ต้องเล่นตาม

แบรนด์อาหารไทยกำลังขยับจากการส่งออกสินค้าไปสู่อะไร?

การส่งสินค้าไปวางขายในต่างประเทศอาจทำให้ผู้บริโภคเห็นผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเข้าใจเรื่องราวหรือจดจำแบรนด์ได้เสมอไป การเปิด Flying Goose Pop-Up in London จึงเป็นตัวอย่างของการสร้างพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้ทดลองและมีส่วนร่วม เพื่อขยับจากการส่งออกสินค้า ไปสู่การส่งออกประสบการณ์ 

วาสนา จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทไม่ได้ต้องการนำเสนอ Flying Goose ในฐานะแบรนด์ซอสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเชื่อมโยงอาหารจากประเทศไทยเข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัยของผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ

“การเปิด Pop-Up Experience ในลอนดอนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปขาย แต่เป็นการนำเรื่องราวของซอสพริกศรีราชาไปสร้างบทสนทนาใหม่กับผู้บริโภค และทำให้ผู้คนได้เห็นว่าซอสจากประเทศไทยสามารถเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมการกินและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยของคนทั่วโลกได้เช่นกัน” 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Flying Goose Pop-Up in London

1. การกินอาหารเผ็ดเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่จริงหรือไม่?

ในกลุ่มผู้บริโภคบางส่วน การกินเผ็ดกลายเป็นทั้งกิจกรรม ความท้าทาย และคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย แต่ระดับความนิยมยังแตกต่างกันตามวัฒนธรรมการกินและความคุ้นเคยของแต่ละประเทศ

2. ทำไมคอนเทนต์ชาเลนจ์กินเผ็ดจึงได้รับความนิยม?

เพราะอาหารเผ็ดทำให้เกิดปฏิกิริยาทันที เช่น หน้าแดง น้ำตาไหล หรืออาการตกใจ ซึ่งสร้างอารมณ์ขันและความลุ้นให้กับผู้ชม จึงเหมาะกับการนำไปทำคลิปสั้นและคอนเทนต์ที่แชร์ต่อได้ง่าย

3. Experience Marketing คืออะไร?

Experience Marketing คือการตลาดที่เปิดให้ผู้บริโภคมีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าโดยตรง เช่น การทดลองชิม เล่นกิจกรรม หรือสร้างของที่ระลึก แทนการรับชมโฆษณาเพียงฝ่ายเดียว

4. Ghost Pepper คืออะไร?

พริกปีศาจ หรือ Ghost Pepper เป็นหนึ่งในพริกที่ถูกบันทึกว่าเผ็ดมากที่สุดในโลก ปี2007 มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มักเห็นชาเลนจ์เพื่อทำคอนเทนต์ในกลุ่มวัยรุ่น

5. แบรนด์อาหารจึงสร้างเมนูแปลกใหม่?

เมนูแปลกใหม่ช่วยกระตุ้นความอยากลอง สร้างบทสนทนา และเพิ่มโอกาสที่ผู้บริโภคจะถ่ายภาพหรือวิดีโอไปเผยแพร่ต่อบนโซเชียลมีเดีย

related