
SHORT CUT
ผลการวิจัยเผยภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลเพียงคลื่นความร้อนหรือไฟป่าเท่านั้น แต่อาจกระตุ้นให้การเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นทั่วโลกภายในช่วงทศวรรษ 2050
งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Mental Health ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจรุนแรงกว่าที่คาดคิด โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คน และอาจกระตุ้นให้เกิดการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลกภายในช่วงทศวรรษ 2050 ซึ่งถือเป็นมิติความเสี่ยงด้านสาธารณสุขรูปแบบใหม่ที่กำลังน่ากังวล
การศึกษาในระดับนานาชาตินี้ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจากหลายสถาบัน รวมถึงมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่นและสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเกาหลี (KAIST) โดยได้รวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ศึกษามากถึง 751 แห่งใน 26 ประเทศ ซึ่งนับเป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการวิจัยในประเด็นนี้
รองศาสตราจารย์ ยุนฮี คิม จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ระบุว่า ที่ผ่านมาประเด็นการฆ่าตัวตายแทบไม่ถูกนำมาร่วมประเมินผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ ทีมวิจัยจึงใช้แบบจำลองทางสถิติและสภาพภูมิอากาศขั้นสูงมาวิเคราะห์ และพบว่าเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น จำนวนการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิรายวันก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง เช่น ในทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลางยังไม่มีระบบบันทึกข้อมูลการฆ่าตัวตายอย่างเป็นระบบ อีกทั้งในหลายประเทศยังมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงปัญหาการระบุสาเหตุคลาดเคลื่อนและการรายงานต่ำกว่าจริง เนื่องจากปัญหาการตีตราทางสังคม
นอกจากนี้ ผลวิจัยพบว่าความเสี่ยงในแต่ละภูมิภาคเพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน ซึ่ง ยอนซึง ชุง จาก KAIST เผยว่าประชากรในเอเชียตะวันออกที่คุ้นเคยกับอากาศร้อนชื้น อาจมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น
ทั้งนี้ทีมวิจัยย้ำว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกระตุ้น’ ให้เกิดพฤติกรรมในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ฝังรากลึก และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อช่วยวางนโยบายปกป้องกลุ่มประชากรที่เปราะบางในอนาคตต่อไป