โลกร้อน! บีบนักท่องเที่ยวปรับแผนเดินทาง หนี ‘คลื่นความร้อน’ ไปพึ่งเย็น

โลกร้อน! บีบนักท่องเที่ยวปรับแผนเดินทาง หนี ‘คลื่นความร้อน’ ไปพึ่งเย็น

'โลกเดือด' กำลังเขียนกติกาการท่องเที่ยวใหม่ นักเดินทางทั่วโลกเริ่มหนี 'คลื่นความร้อน' ไปหาอากาศเย็น เลี่ยงเมืองแออัด และเลือกทริปที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

SHORT CUT

  • 'โลกร้อน' เปลี่ยนพฤติกรรมท่องเที่ยว นักเดินทางทั่วโลกปรับแผนหนี 'คลื่นความร้อน' โดย 74% ใช้สภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญ และ 25% เลือกจุดหมายที่อากาศเย็นกว่า
  • 'เที่ยวอย่างยั่งยืน' มาแรง นักท่องเที่ยวหันไปเที่ยวเมืองรอง ช่วงนอกฤดูกาล ลดการใช้พลาสติก ใช้ขนส่งสาธารณะ และสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น
  • ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเร่งปรับตัว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น แต่ยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และการทำ 'Greenwashing'

'โลกเดือด' กำลังเขียนกติกาการท่องเที่ยวใหม่ นักเดินทางทั่วโลกเริ่มหนี 'คลื่นความร้อน' ไปหาอากาศเย็น เลี่ยงเมืองแออัด และเลือกทริปที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องอุณหภูมิหรือภัยพิบัติอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่นักท่องเที่ยวเลือกจุดหมายปลายทางจากความสวยงามหรือความนิยม วันนี้หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับสภาพอากาศ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้เทรนด์ท่องเที่ยวในปี 2569 เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ผลสำรวจด้านความยั่งยืนประจำปีของ Booking.com ซึ่งเก็บข้อมูลจากนักเดินทางกว่า 32,500 คนในหลายประเทศ พบว่า 74% ระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนเดินทาง ขณะที่ 1 ใน 4 หรือ 25% เริ่มมองหาจุดหมายปลายทางที่มีอากาศเย็นกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก

ขณะเดียวกัน กระแสหลีกเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดย 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเดินทางในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว หรือเปลี่ยนไปเที่ยวเมืองรองแทนเมืองยอดนิยม เพื่อลดความแออัดและช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่ใหม่

รายงานยังสะท้อนความแตกต่างด้านพฤติกรรมระหว่างคนแต่ละช่วงวัย แม้คนรุ่น Gen Z และ Millennials จะเป็นกลุ่มที่แสดงความตั้งใจเดินทางอย่างยั่งยืนมากที่สุด โดยมีสัดส่วน 71-75% ที่ต้องการเลือกทริปซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสนใจกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นหรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่เมื่อดูจากพฤติกรรมจริง กลับพบว่ากลุ่ม Baby Boomers เป็นผู้ที่ลงมือปฏิบัติมากกว่า ทั้งการพกถุงผ้าเพื่อลดขยะ การประหยัดพลังงานภายในที่พัก การเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงการเดินทางนอกช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 63% เทียบกับ 36% ของ Gen Z

สำหรับพฤติกรรมด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนี้ ได้แก่ การพกแก้วน้ำหรือหลีกเลี่ยงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า การปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อออกจากห้องพัก การเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน หรือรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสนับสนุนร้านค้าและผู้ประกอบการในท้องถิ่นโดยตรง

แม้กระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังเผชิญข้อจำกัดในการตัดสินใจ โดย 42% มองว่าตัวเลือกด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังค้นหาได้ยากและต้องใช้เวลาวางแผนมาก ขณะที่ 38% เห็นว่ามีค่าใช้จ่ายสูงกว่าทางเลือกทั่วไป และ 37% ยังไม่มั่นใจว่าธุรกิจที่ประกาศตัวว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีการดำเนินงานอย่างยั่งยืนจริง หรือเป็นเพียงการทำ Greenwashing เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการตลาด

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นยอมรับว่าการท่องเที่ยวช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดย 60% มองว่าเป็นผลดีต่อชุมชน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการท่องเที่ยวยังมาพร้อมกับปัญหาด้านการจราจร ความแออัด และปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญที่หลายพื้นที่ต้องเร่งแก้ไข

ท่ามกลางผลกระทบจากภาวะโลกเดือด ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกจุดหมายปลายทางของนักเดินทางยุคใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้พลังงานสะอาด พัฒนาระบบจัดการขยะ และยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดรับกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางอย่างรับผิดชอบมากขึ้นในอนาคต

 

 

related