
SHORT CUT
นักวิทยาศาสตร์ในอิตาลีพัฒนาแบบจำลอง AI สำหรับการทำแผนที่ธารน้ำแข็งกว่า 215,000 แห่งทั่วโลก โดยพบว่ามีปริมาตรน้ำแข็งรวมประมาณ 150,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Data ระบุว่า AI สามารถทำแผนที่ธารน้ำแข็งกว่า 215,000 แห่งทั่วโลก เปิดเผยข้อมูลความหนาของน้ำแข็ง ปริมาตรน้ำแข็งทั้งหมด และพื้นที่ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงได้
แบบจำลองดังกล่าวชื่อ IceBoost v2.0 พัฒนาโดย ‘นิกโกโล มาฟเฟตโซลี’ (Niccolò Maffezzoli) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยคา’ฟอสคารีแห่งเวนิส (Ca’ Foscari University of Venice) ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์ขั้วโลกของสภาวิจัยแห่งชาติอิตาลี โดยให้ AI เรียนรู้จากข้อมูลการวัดความหนาของน้ำแข็งมากกว่า 7 ล้านจุด ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากเรดาร์ตรวจวัดใต้ผิวน้ำแข็ง ทั้งจากยานสำรวจภาคพื้นดินและเครื่องบินสำรวจ
ข้อมูลจากภารกิจ Operation IceBridge ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญ โดยชุดข้อมูลที่ใช้ฝึก AI ครอบคลุมธารน้ำแข็ง 1,661 แห่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นไม่ถึง 1% ของธารน้ำแข็งทั่วโลกที่เคยได้รับการสำรวจความหนาจากภายในโดยตรง
เมื่อนำ IceBoost ไปใช้กับข้อมูลธารน้ำแข็ง 215,547 แห่งจากฐานข้อมูลธารน้ำแข็ง Randolph Glacier Inventory รุ่นที่ 6 นั้น แบบจำลองประเมินว่า ว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกมีปริมาตรน้ำแข็งรวมประมาณ 150,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร
หากน้ำแข็งบนพื้นดินทั้งหมดนี้ละลายหายไป จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 323 มิลลิเมตร หรือ 32.3 เซนติเมตร
ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับการประเมินก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่ 141,000 ลูกบาศก์กิโลเมตรและ 158,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร แต่สิ่งที่นักวิจัยมองว่าเป็นความก้าวหน้าสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขปริมาตรรวม แต่คือการแสดงให้เห็นว่า น้ำแข็งเหล่านั้นกระจายตัวและมีความหนาแตกต่างกันอย่างไร
IceBoost สามารถคาดการณ์ความหนาของน้ำแข็งเป็นรายจุดบนตารางที่มีระยะห่างเพียง 100 เมตร โดยใช้ข้อมูล 26 ปัจจัยในแต่ละจุด เช่น ความลาดชันและความโค้งของพื้นผิว ความเร็วในการเคลื่อนตัวของน้ำแข็ง อุณหภูมิอากาศ รวมถึง ระยะห่างจากพื้นหินและมหาสมุทร
เมื่อทดสอบกับข้อมูลภาคสนามในแถบอาร์กติกตอนเหนือ แบบจำลองมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำกว่าแบบจำลองคู่แข่งประมาณ 20% - 45% ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ให้ผลใกล้เคียงกับแบบจำลองเดิม
หนึ่งในพื้นที่ที่พบความแตกต่างอย่างชัดเจน คือ ที่ราบสูงน้ำแข็ง Geikie Plateau ทางชายฝั่งตะวันออกของกรีนแลนด์ ซึ่ง IceBoost ประเมินว่ามีน้ำแข็งมากกว่าที่แผนที่เดิมเคยระบุไว้เกือบ 2 เท่า โดยบางจุดมีความหนาถึงประมาณ 2 กิโลเมตร
ไฟล์ข้อมูลของธารน้ำแข็งแต่ละแห่งมาพร้อมชั้นข้อมูลเพิ่มเติม 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นค่าความไม่แน่นอนในแต่ละจุด ซึ่งคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าซ้ำ 50 ครั้ง เพื่อดูว่าผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด
อีกชั้นหนึ่งเรียกว่า ‘เจนเซน แกป’ (Jensen Gap) ใช้ตรวจสอบว่าความผิดพลาดของข้อมูลนำเข้ามีผลต่อผลลัพธ์ในลักษณะสมมาตรหรือไม่ โดยพบว่าในพื้นที่ที่น้ำแข็งหนาและภูมิประเทศค่อนข้างราบ แบบจำลองมีแนวโน้ม ประเมินความหนาของน้ำแข็งต่ำกว่าความเป็นจริง
นักวิจัย ระบุว่า ความมั่นใจของแบบจำลอง AI สูงที่สุดในพื้นที่อาร์กติก ซึ่งมีข้อมูลเรดาร์ทางอากาศสะสมมานานหลายทศวรรษ แต่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภูเขาสูง ธารน้ำแข็งขนาดเล็ก และพื้นที่ละติจูดต่ำที่มีการสำรวจด้วยเรดาร์น้อย
แผนที่ความไม่แน่นอนยังสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการสำรวจภาคสนามครั้งต่อไป โดยพื้นที่ที่มีข้อมูลไม่เพียงพออย่างชัดเจน ได้แก่ เทือกเขาหิมาลัย คาราโครัม (Karakoram) และทุ่งน้ำแข็งปาตาโกเนียทั้งสองแห่ง
พื้นที่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำจากหิมะและธารน้ำแข็งเป็นแหล่งสนับสนุนภาคเกษตรกรรม การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และน้ำดื่มสำหรับประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน ทั่วโลก การทราบข้อมูลว่ายังมีน้ำแข็งเหลืออยู่มากเพียงใดจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนจัดการน้ำในอนาคต
นักวิจัยยังระบุว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังสูญเสียน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยการประเมินระหว่างประเทศล่าสุดพบว่า ธารน้ำแข็งสูญเสียมวลประมาณ 5% ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และบางภูมิภาคสูญเสียมากถึง 39% ขณะที่ธารน้ำแข็งในภูมิภาคสำคัญทั้ง 19 แห่งทั่วโลกต่างมีการสูญเสียสุทธิในปี 2025
ในตอนนี้ ไฟล์ธารน้ำแข็งทั้งหมด 274,531 ชุด รวมถึง แบบจำลองที่ผ่านการฝึกและชุดข้อมูลที่ใช้ในการฝึก ถูกเปิดให้ใช้งานอย่างเสรี ขณะที่มีการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่เปิดให้ผู้ใช้เลือกธารน้ำแข็งแต่ละแห่งเพื่อดูแผนที่ความหนาของน้ำแข็งได้
ขณะที่นักวิจัยจากโครงการ Glacier Model Intercomparison Project ซึ่งข้อมูลแบบจำลองถูกนำไปใช้ในการประเมินของ IPCC วางแผนใช้ IceBoost v2.0 เป็นข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับสภาพน้ำแข็งในปัจจุบัน
ที่มา : Earth