‘Mont Blanc’ ยอดเขาสูงสุดในยุโรปตะวันตก เตี้ยลงกว่า 1 เมตร

‘Mont Blanc’ ยอดเขาสูงสุดในยุโรปตะวันตก เตี้ยลงกว่า 1 เมตร

ผลสำรวจล่าสุดพบยอดเขามงบล็องในฝรั่งเศสมีความสูงลดลง 1.29 เมตรจากปี 2025 ชี้ความเปลี่ยนแปลงแต่ละปีเกิดจากหิมะและน้ำแข็งบนยอดเขาที่ได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศ

SHORT CUT

  • ยอดเขามงบล็องมีความสูงลดลง 1.29 เมตรในรอบปีที่ผ่านมา โดยวัดความสูงล่าสุดได้ 4,807.47 เมตร
  • การเปลี่ยนแปลงความสูงของยอดเขาเกิดจากความหนาของชั้นหิมะและน้ำแข็งที่ปกคลุม ซึ่งผันแปรตามสภาพอากาศ เช่น ความร้อน ลม และหยาดน้ำฟ้า
  • ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายังไม่ควรสรุปว่าการลดลงของยอดเขาเป็นผลโดยตรงจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นคนละตัวชี้วัดกับการสูญเสียมวลน้ำแข็งทั้งหมด

ผลสำรวจล่าสุดพบยอดเขามงบล็องในฝรั่งเศสมีความสูงลดลง 1.29 เมตรจากปี 2025 ชี้ความเปลี่ยนแปลงแต่ละปีเกิดจากหิมะและน้ำแข็งบนยอดเขาที่ได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศ

ข้อมูลจากทีมสำรวจที่เผยแพร่ออกมาเมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) ระบุว่า ยอดเขา ‘มงบล็อง’ (Mont Blanc) ยอดเขาสูงที่สุดในยุโรปตะวันตก มีความสูงลดลงมากกว่า 1 เมตรในรอบปีที่ผ่านมา โดยยอดเขาในฝรั่งเศสแห่งนี้มีความสูง 4,807.47 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลดลง 1.29 เมตรจากปี 2025

ยอดเขาแห่งนี้ที่ได้รับฉายาว่า 'หลังคาแห่งยุโรป' มีความสูงประมาณ 4,792 เมตร แต่ระดับความสูงของยอดเขาที่วัดได้เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากความร้อน ลม และปริมาณหยาดน้ำฟ้า ส่งผลต่อความหนาของชั้นหิมะและน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่ด้านบน

ผลการสำรวจระหว่างการเดินทางขึ้นเขาเมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ยอดเขาสูงกว่าระดับที่บันทึกไว้ในปี 2023 อยู่ 1.88 เมตร โดยในปีดังกล่าวยอดเขามีความสูงลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ทีมสำรวจที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการรังวัด จากสหภาพผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจแห่งชาติฝรั่งเศส (UNGE) และสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านการรังวัด ซึ่งติดตามความสูงของยอดเขาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001 ได้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมความแม่นยำสูงในการวัดระดับความสูง และใช้โดรนสร้างแบบจำลองรายละเอียดของชั้นหิมะและน้ำแข็งบนยอดเขา

ข้อมูลยังระบุว่า ยอดเขามงบล็องมีความสูงลดลงรวม 3.43 เมตร เมื่อเทียบกับปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่เคยวัดได้ระดับสูงสุดที่ 4,810.90 เมตร

‘Mont Blanc’ ยอดเขาสูงสุดในยุโรปตะวันตก เตี้ยลงกว่า 1 เมตร

เตือนอย่าด่วนสรุปว่าเป็นผลจากโลกร้อนโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงความสูงของยอดเขาในแต่ละปีเข้ากับการสูญเสียน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์จากมลพิษที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง เนื่องจากระดับความสูงของพื้นผิวกับปริมาณหรือมวลน้ำแข็งทั้งหมดเป็นคนละตัวชี้วัดกัน

โฆษกของ UNGE ระบุว่า การประเมินมวลน้ำแข็งจำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงของพื้นผิวกับการเปลี่ยนแปลงปริมาตรหรือมวลน้ำแข็งทั้งหมดออกจากกัน เนื่องจากการที่ยอดเขามีความสูงเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าภูเขามีน้ำแข็งเพิ่มขึ้น และไม่ได้ขัดแย้งกับหลักฐานที่ยืนยันว่าธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์กำลังประสบภาวะถอยร่น

ขณะเดียวกัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ยุโรปตะวันตกเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เทือกเขาแอลป์และเร่งการละลายของน้ำแข็ง
 

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นักธารน้ำแข็งวิทยาของสวิตเซอร์แลนด์ออกมาเตือนถึงอัตราการละลายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังยืนยันว่า ประเทศสูญเสียน้ำแข็งไปแล้วหนึ่งในห้าภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และสูญเสียปริมาตรน้ำแข็ง 5.5% ระหว่างปี 2025 ถึง ปี 2026

ฌอง เดส์ กาเรต์ ประธานหอการค้าผู้เชี่ยวชาญด้านการรังวัดประจำจังหวัดโอต-ซาวัว และหัวหน้าคณะสำรวจยอดเขามงบล็อง กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TF1 ของฝรั่งเศสว่า แนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าในพื้นที่อื่น ๆ ของเทือกเขาแอลป์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดูเหมือนจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีความสูงมากกว่า 4,000 เมตรในระดับเดียวกัน

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ระหว่างการปีนเขา คณะสำรวจต้องผ่านกระท่อมของ บรีกาด บลองช์ ด่านตรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยของยอดเขาแห่งนี้ ก่อนถึงธารน้ำแข็งเตต-โรส (Tête-Rousse) ซึ่งพบว่าธารน้ำแข็งละลายและถอยร่นอย่างเห็นได้ชัด บางจุดที่เคยเดินข้ามธารน้ำแข็ง ปัจจุบันกลับกลายเป็นลำธารแทน