
SHORT CUT
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติค้นพบเกาะใหม่โดยบังเอิญในทวีปแอนตาร์กติกา โดยปรากฏขึ้นหลังน้ำแข็งในทะเลเวดเดลล์ละลายลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติบนเรือตัดน้ำแข็ง Polarstern ของสถาบัน Alfred Wegener (AWI) ได้ค้นพบ "เกาะใหม่" โดยบังเอิญในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเวดเดลล์ ระหว่างที่นำเรือเข้าหลบสภาพอากาศที่เลวร้ายทางด้านหลังของเกาะจอยน์วิลล์ ซึ่งในตอนแรกผู้เชี่ยวชาญสังเกตเห็นวัตถุที่ดูเหมือนภูเขาน้ำแข็งทั่วไป แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นชั้นหินที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล
เกาะแห่งนี้มีความยาวประมาณ 130 เมตร กว้าง 50 เมตร และสูงพ้นน้ำขึ้นมาประมาณ 16 เมตร สาเหตุที่ไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน เนื่องจากพื้นผิวส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งจนกลมกลืนไปกับภูเขาน้ำแข็งโดยรอบ แม้แต่ภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้ก็ไม่สามารถแยกแยะเกาะนี้ออกจากน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ เพราะสีและลักษณะพื้นผิวที่ดูเหมือนกันไปหมด
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับทีมสำรวจคือ ข้อมูลในแผนที่เดินเรือเดิมระบุตำแหน่ง "เขตอันตราย" คลาดเคลื่อนจากตำแหน่งจริงของเกาะไปถึงประมาณหนึ่งไมล์ทะเล การค้นพบครั้งนี้จึงย้ำเตือนถึงความสำคัญของการทำแผนที่อย่างละเอียด เพราะในพื้นที่ห่างไกล วัตถุขนาดเล็กแต่สำคัญต่อความปลอดภัยในการเดินเรืออาจถูกละเลยหรือถูกลบออกจากแผนที่ดิจิทัลได้หากไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด
ศ.ดร.คริสเตียน ฮาส ผู้นำการสำรวจ ระบุว่าน้ำแข็งในทะเลเวดเดลล์เริ่มลดลงอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี 2017 และพบสัญญาณการละลายที่รุนแรงจนใกล้เคียงกับมหาสมุทรอาร์กติก การที่เกาะนี้ปรากฏชัดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากน้ำแข็งที่ปกคลุมละลายลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังพบปริมาณน้ำจืดจากการละลายจำนวนมากใต้แผ่นน้ำแข็ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ
ขั้นตอนหลังจากนี้ ดร.บอริส ดอร์เชล-เฮอร์ หัวหน้าทีมแผนที่ใต้น้ำ เตรียมเข้าสู่กระบวนการตั้งชื่อเกาะอย่างเป็นทางการในระดับสากล เมื่อเสร็จสิ้น ตำแหน่งที่แน่นอนของเกาะจะถูกเพิ่มเข้าไปในแผนที่เดินเรือสากลและฐานข้อมูล IBCSO เพื่อให้เรือลำอื่นๆ สามารถเดินทางผ่านบริเวณนี้ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ภารกิจของเรือ Polarstern จะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2026 เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปวิเคราะห์ผลกระทบของโลกร้อนต่อแอนตาร์กติกาต่อไป
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
เคนดิตภาพ : lfred Wegener Institute / Christian Haas