
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป จัดงานสัมมนาหัวข้อ “EGCO Group Forum 2022 : Carbon Neutral Pathway ปฏิบัติการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนร่วมนำเสนอโรดแมป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)
ในขณะที่ประเทศไทยได้ปรับกรอบแผนพลังงานชาติ ปี ค.ศ. 2022 โดยจะแล้วเสร็จปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งกรอบหลักได้เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 50% การปรับพลังงานภาคขนส่งเป็นพลังงานสีเขียว และมาตรการสนับสนุนการใช้รถอีวี โดยตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) มาให้การช่วยเหลือลดค่าใช้จ่ายซื้ออีวีลงคันละ 2 แสนบาท เพื่อให้รถอีวีมีราคาเทียบเท่ารถสันดาป
“เพื่อรับมือและเติบโตไปพร้อมกับความท้าทายดังกล่าว เอ็กโก กรุ๊ป จึงขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด “Cleaner, Smarter, and Stronger to Drive Sustainable Growth” เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยแบ่งเป้าหมายเป็น 2 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายระยะกลาง การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% และลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายในปี ค.ศ. 2030 ในขณะที่เป้าหมายระยะยาว คือ การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี ค.ศ. 2050”
ขณะเดียวกัน เอ็กโก กรุ๊ป มีนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่ถือหุ้นอยู่ เช่น การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมกับก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน รวมถึงการศึกษาและพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor - SMR) ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเสถียรภาพ และราคาเริ่มเแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องซื้อเทคโนโลยี จึงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสามารถผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคอาเซียนได้ด้วย รวมถึงอยากเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน ซึ่งมีเสถียรภาพ ราคาแข่งขันได้ และตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพิ่มเติม นอกเหนือจากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 50%
แต่ประเด็นตรงนี้ คือ ความยาก จะต้องพิจารณาทั้งมิติความคุ้มค่าและมิติด้านเวลา ที่จะนำเข้าเทคโนโลยีให้เกิดความคุ้มค่า ซึ่งมีการวางโรดแมปไว้ทั้งหมด เพื่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2050 นั่นคือ 74% ของการผลิตไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน และยุติการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า และเดินหน้า Net Zero ในปี ค.ศ. 2065
“การนำเข้าเทคโนโลยีในระยะแรก อาจจะเน้นในเรื่องของการประยุกต์ใช้ก่อน เพราะความคุ้มค่าอาจจะยังไม่คุ้ม ต้องปรับตัวเราเอง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าฉลากสีเขียวเบอร์ 5”
ภาคที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด คือ ภาคพลังงานไฟฟ้า หากจะทำให้สำเร็จจะต้องมีพลังงานหมุนเวียนกว่า 50% และในภาคการขนส่งต้องใช้รถอีวี 70% รวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เศรษฐกิจหมุนเวียนจะต้องเข้ามาแน่ รวมทั้งต้องมีเทคโนโลยี CCS และ CCUS มาช่วยด้วย
รวมถึงต้องมีมาตรการต่าง ๆ มาช่วยผลักดันหรือกระตุ้น เช่น ในต่างประเทศมี Carbon Pricing Instrument ผู้ปล่อยคาร์บอนต้องจ่ายหรือรับผิดชอบกับการปล่อยของตนเอง แม้ประเทศไทยยังไม่มีเรื่องนี้โดยตรง แต่อยู่ระหว่างทำ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีหน่วยงานระดับกรมแห่งใหม่เข้ามารองรับ
ภาคธนาคารตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินไปสู่ภาคธุรกิจที่จะลงทุนในโครงการสีเขียวต่าง ๆ โดยจากคาดการณ์พบว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022-2050 จะเกิดช่องว่างทางการเงินของภาคขนส่ง พลังงาน อุตสาหกรรม และการเกษตร ที่ต้องการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero ประมาณปีละ 2 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้น ภาคการเงินจะมีบทบาทช่วยผลักดันภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาพรวมของประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังถือเป็นเรื่องใหม่ จึงเป็นข้อจำกัดของภาคธนาคาร ประเทศไทยจึงกำลังจัดประเภทกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ว่าเป็นประเภทสีเขียว สีส้ม หรือสีแดง และแต่ละกลุ่มต้องมีการปรับตัวอย่างไร ซึ่งภาคธนาคารจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์เพื่อช่วยสนับสนุนเม็ดเงินไปสู่กิจกรรมและโครงการต่างๆ ที่ช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero