
SHORT CUT
รัฐเร่งดัน น้ำมันE20 ขึ้นแท่นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน ชี้รถหลายรุ่นตั้งแต่ปี 2008 รองรับได้ ราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ราว 5 บาทต่อลิตร พร้อมเร่งสางความเข้าใจผิด หวังเพิ่มยอดใช้ทั่วประเทศ
ทิศทางพลังงานไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อกรมธุรกิจพลังงานเดินหน้าร่วมกับค่ายรถยนต์ ผู้ค้าน้ำมัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดัน ‘E20’ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานหลักของประเทศในอนาคต
โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า E20 จะถูกผลักดันได้หรือไม่ แต่คือทำอย่างไรให้คนไทยหันมาใช้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา แม้ E20 จะมีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึงประมาณลิตรละ 5 บาท และมีค่าออกเทน 95 เท่ากัน แต่ปริมาณการใช้กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ภาครัฐคาดหวัง
ทำไม E20 ถูกกว่า แต่คนยังไม่เลือก?
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ‘ความไม่รู้’ โดยข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่ทราบว่ารถยนต์ของตัวเองสามารถเติม E20 ได้ ทำให้ผู้ใช้จำนวนหนึ่งยังคงเลือกเติมน้ำมันชนิดเดิม แม้จะมีตัวเลือกที่ราคาถูกกว่า
อีกประเด็นคือ ‘ความเชื่อและความกังวล’ เกี่ยวกับคุณภาพของน้ำมัน โดยผู้ใช้รถบางส่วนยังเข้าใจว่า E20 อาจส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ ระเหยง่าย หรือทำให้หมดเร็วกว่าน้ำมันประเภทอื่น
แต่ในมุมของข้อมูลทางเทคนิค E20 เป็นเชื้อเพลิงที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ และมีการใช้งานในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี
E20 มีค่าออกเทน 95 เช่นเดียวกับแก๊สโซฮอล์ 95 ขณะที่ส่วนผสมเอทานอลช่วยให้คุณสมบัติด้านการระเหยแตกต่างจากน้ำมันกลุ่ม E10 และค่าความร้อนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ E10 จึงสามารถใช้งานกับรถยนต์รุ่นที่ผู้ผลิตรับรองได้
ที่สำคัญคือค่ายรถยนต์มีการปรับจูนเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับ E20 และรับประกันการใช้งานตามเงื่อนไขของผู้ผลิต
รถปีไหนเติม E20 ได้?
สำหรับผู้ใช้รถ สิ่งที่ต้องเช็กก่อนเติมไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่คือ ‘รถของเราเติมได้หรือไม่’
ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรม ระบุว่า รถยนต์จำนวนมากที่ผลิตตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา สามารถรองรับ E20 ได้ โดยมีผู้ผลิตรถยนต์กว่า 13 แบรนด์ ครอบคลุมมากกว่า 200 รุ่น และผู้ผลิตรถจักรยานยนต์อีก 5 แบรนด์ ครอบคลุมประมาณ 100 รุ่นที่รองรับการใช้งาน E20
วิธีตรวจสอบทำได้ง่าย โดยดูสัญลักษณ์หรือสติ๊กเกอร์บริเวณฝาถังน้ำมัน หรือเช็กรายชื่อรุ่นรถที่รองรับผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงานก่อนเติม เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ผลิต
รัฐตั้งเป้า E20 ทะลุ 6 ล้านลิตรต่อวัน
จากนี้ภาครัฐต้องการขยับ E20 จากน้ำมันทางเลือกให้กลายเป็น ‘น้ำมันพื้นฐาน’ ของกลุ่มเบนซินในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายปริมาณการใช้ให้เพิ่มขึ้นเกิน 6 ล้านลิตรต่อวัน
กรมธุรกิจพลังงาน อยู่ระหว่างจัดทำแผนเพื่อเสนอพิจารณาให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานหลักของประเทศ พร้อมพิจารณาปรับลดประเภทน้ำมันเบนซินบางชนิดในอนาคต เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 หรือ E10 โดยคาดว่าจะเห็นข้อสรุปของแผนภายในเดือนตุลาคม
ด้านโครงสร้างพื้นฐานถือว่ามีความพร้อมในระดับหนึ่ง เพราะปัจจุบันมีสถานีบริการที่จำหน่าย E20 มากกว่า 5,000 แห่ง และมีหัวจ่ายเกือบ 10,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ภาครัฐยังจับมือกับผู้ค้าน้ำมัน 7 แบรนด์ ทำแคมเปญกระตุ้นให้ประชาชนทดลองใช้ E20 โดยหนึ่งในมาตรการจูงใจคือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ 1.5 เท่าให้กลุ่มไรเดอร์ที่สมัครสมาชิกในระบบ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการทดลองใช้จริง
ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่โยงถึงเกษตรกรไทย
เหตุผลที่ภาครัฐต้องการผลักดัน E20 ไม่ได้มีเพียงเรื่องการลดค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจภายในประเทศและภาคการเกษตร
E20 มีเอทานอลเป็นส่วนผสม 20% ซึ่งสามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยใช้วัตถุดิบอย่างกากน้ำตาลจากอ้อยและมันสำปะหลัง
ดังนั้น หากการใช้ E20 เพิ่มขึ้น ความต้องการเอทานอลในประเทศก็มีโอกาสเพิ่มตาม ซึ่งหมายถึงการสร้างตลาดให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร และช่วยกระจายรายได้กลับไปยังเกษตรกรไทย
ในอีกด้าน E20 ยังถูกวางให้เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยลดมลพิษจากภาคการขนส่ง ซึ่งสอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
พูดง่ายๆ คือ รัฐกำลังพยายามสร้างสมดุล 3 ด้านไปพร้อมกัน คือ ผู้บริโภคได้ใช้น้ำมันในราคาที่เหมาะสม เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิต และประเทศเดินหน้าไปสู่การใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
จับตาอีก 2 ปมร้อนพลังงาน
นอกจากแผนผลักดัน E20 แล้ว ยังมีอีก 2 ประเด็นด้านพลังงานที่กำลังถูกจับตา
ประเด็นแรก คือกรณี สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการสำรองน้ำมันของ Data Center แห่งหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลว่ามีการเก็บน้ำมันไว้ในอาคารในปริมาณเกือบ 500,000 ลิตร เพื่อใช้สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
กรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาตามกรอบหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นกำหนด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การจัดเก็บน้ำมันในปริมาณมากเป็นไปตามมาตรฐานและไม่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน
เบื้องต้น หากสถานที่จัดเก็บมีน้ำมันไม่ถึง 500 ลิตร อาจเข้าข่ายสถานที่เก็บน้ำมันที่ไม่ต้องขออนุญาต แต่กรณีที่มีปริมาณสูงถึงหลายแสนลิตร จำเป็นต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมอย่างรัดกุม
อีกประเด็นคือสถานการณ์น้ำมันส่วนเกินในประเทศ หลังความต้องการใช้น้ำมันในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอ่อนตัวลงจากปัจจัยฤดูฝน ส่งผลให้ระดับการเดินเครื่องของโรงกลั่นอยู่ที่ประมาณ 70-80% ขณะที่โรงกลั่นบางแห่งก็ลดกำลังการผลิตลง
จากสถานการณ์ดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมและกลุ่มโรงกลั่นจึงเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมเสนอแนวทางส่งออกน้ำมันส่วนเกินไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อลดแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในประเทศ
ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างนำข้อเสนอดังกล่าวหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางต่อไป โดยตลาดที่ถูกพูดถึงในเบื้องต้น ได้แก่ ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าโจทย์พลังงานไทยในปี 2569 ไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘น้ำมันแพงหรือน้ำมันถูก’ แต่กำลังเชื่อมโยงตั้งแต่พฤติกรรมของผู้บริโภค ความมั่นคงด้านพลังงาน ความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงรายได้ของเกษตรกรและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
และสำหรับ E20 การผลักดันให้ขึ้นเป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศจะสำเร็จหรือไม่ สุดท้ายอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การกำหนดนโยบายของรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใช้รถ ‘เชื่อมั่นและกล้าเติม’ มากแค่ไหน