svasdssvasds

มหากาพย์การเปลี่ยนเหมืองถ่านหินสู่ ‘อาณาจักรทะเลสาบเทียม’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป

มหากาพย์การเปลี่ยนเหมืองถ่านหินสู่ ‘อาณาจักรทะเลสาบเทียม’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป

เยอรมนีเปลี่ยนเหมืองถ่านหินร้างสู่ ‘ลูซาเชียน’ อาณาจักรทะเลสาบเทียมใหญ่ที่สุดในยุโรป พื้นที่เกือบเท่าทะเลสาบโคโม พร้อมเป็นแลนด์มาร์กพักผ่อนและต้นแบบฟื้นฟูโลก

SHORT CUT

  • เยอรมนีตะวันออกกำลังจะเสร็จสิ้นโครงการฟื้นฟูเหมืองถ่านหินเก่าในภูมิภาคลูซาเชีย ให้กลายเป็น "เขตทะเลสาบลูซาเชียน" ซึ่งเป็นกลุ่มทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป
  • โครงการนี้มีพื้นที่รวมกว่า 14,000 เฮกตาร์ (87,500 ไร่) และเมื่อเสร็จสมบูรณ์จะมีขนาดใหญ่เกือบเทียบเท่าทะเลสาบโคโมของอิตาลี โดยมีแผนเชื่อมต่อทะเลสาบหลักเข้าด้วยกันด้วยระบบคลอง
  • ทะเลสาบเซดลิทซ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญชิ้นสุดท้าย เตรียมเปิดให้ประชาชนใช้เพื่อการท่องเที่ยวทางน้ำในเดือนเมษายนนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเป็นต้นแบบการฟื้นฟูพื้นที่เหมือง

เยอรมนีเปลี่ยนเหมืองถ่านหินร้างสู่ ‘ลูซาเชียน’ อาณาจักรทะเลสาบเทียมใหญ่ที่สุดในยุโรป พื้นที่เกือบเท่าทะเลสาบโคโม พร้อมเป็นแลนด์มาร์กพักผ่อนและต้นแบบฟื้นฟูโลก

หน้าร้อนนี้ เยอรมนีตะวันออกเตรียมฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ กับโครงการที่เนรมิตเหมืองถ่านหินร้างให้กลายเป็นกลุ่มทะเลสาบสุดอลังการ กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายนนี้แล้ว ซึ่งจะสร้างภูมิประเทศทางน้ำที่มีขนาดกว้างใหญ่เกือบเท่ากับ ทะเลสาบโคโม (Lake Como) อันโด่งดังของอิตาลี

ทะเลสาบเซดลิทซ์ (Lake Sedlitz) ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของพื้นที่ เขตทะเลสาบลูซาเชียน (Lusatian Lakeland) ขนาด 14,000 เฮกตาร์ (87,500 ไร่) เตรียมเปิดให้เข้าชมเพื่อว่ายน้ำและล่องเรือได้เป็นครั้งแรกในช่วงสิ้นเดือนนี้

จากข้อมูลของ สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งสหพันธ์ (Federal Environment Agency) เยอรมนีมีทะเลสาบตามธรรมชาติมากกว่า 12,000 แห่ง 

แต่ยังมีแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกหลายร้อยแห่ง เฉพาะทะเลสาบที่เกิดจากเหมืองถ่านหินลิกไนต์แบบเปิดก็มีบันทึกไว้ถึง 575 แห่งในปี 2003 และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เมื่อมีการผันน้ำเข้าท่วมเหมืองเก่าเพิ่มเติม ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐบรันเดินบวร์ค, รัฐซัคเซิน-อันฮัลท์, แซกโซนี และ รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีโครงการไหนที่ยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานเทียบเท่ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใน ลูซาเชีย (Lusatia) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองเบอร์ลิน และ เดรสเดน

จากขุมเหมืองลึก สู่ภูมิทัศน์ทางน้ำแห่งใหม่

ในสมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) หรือเยอรมนีตะวันออก เหล่าคนงานเหมืองได้ขุดเอาถ่านหินลิกไนต์ขึ้นมามากกว่า 2 พันล้านตันจากความลึกกว่า 60 เมตร 

การทำเหมืองทิ้งรอยแผลเป็นหลุมยักษ์ไว้มากมายทั่วภูมิประเทศ จนกระทั่งในปี 1967 การฟื้นฟูเริ่มเป็นรูปเป็นร่างด้วยการผันน้ำเข้าท่วม ทะเลสาบเซนเฟนเบิร์ก (Lake Senftenberg)จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งน้ำเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เพียบพร้อมไปด้วยท่าเรือ คลอง และจุดกางเต็นท์

ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านชุมชนที่ชื่อว่า นอย-ซีแลนด์ (Neu-Seeland) ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางภูมิประเทศทางน้ำที่เนรมิตขึ้นมาจากเหมืองเก่า 

หากไม่มีการทำเหมือง ลูซาเชียคงเป็นภูมิภาคที่แทบไม่มีทะเลสาบอยู่เลย เนื่องจากดินในแถบนี้เป็นกรวดและทรายทำให้น้ำซึมผ่านง่ายจนไม่สามารถเก็บกักน้ำตามธรรมชาติได้ อนึ่ง ชื่อ ลูซาเชีย มีที่มาจากภาษาสลาฟตะวันตกคำว่า ‘luzica’ ซึ่งแปลว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’

ขนาดที่ใหญ่โตระดับอภิมหาโปรเจกต์

ในมิติการท่องเที่ยว เขตทะเลสาบลูซาเชียน ประกอบด้วยทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้นจากเหมืองเก่ารวม 23 แห่ง มีพื้นที่ผิวน้ำรวม 14,000 เฮกตาร์ โดยมีแผนจะเชื่อมต่อทะเลสาบ 10 แห่งเข้าด้วยกันด้วยระบบคลอง เพื่อให้สามารถล่องเรือเที่ยวถึงกันได้เป็นระยะทางยาวต่อเนื่องรวม 7,000 เฮกตาร์ ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว 4 คลองจาก 13 คลองที่วางแผนไว้ และอีก 6 แห่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

หน่วยงาน LMBV (Lausitz and Central-German Mining Administration Company) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการเหมืองของรัฐ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการฟื้นฟูและผันน้ำเข้าเหมือง โดยดูแลพื้นที่เหมืองถึง 19 แห่งมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990

ดร. อูเว สไตน์ฮูเบอร์จากหน่วยงาน LMBV ระบุว่า "โดยรวมแล้ว LMBV กำลังพัฒนาทะเลสาบขนาดใหญ่จากเหมืองเก่าประมาณ 50 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ เขตทะเลสาบลูซาเชียน เพียงแห่งเดียวถึง 24 แห่ง" พร้อมย้ำถึงความซับซ้อนของงานนี้ว่า "นี่คือกระบวนการฟื้นฟูที่ต้องใช้เวลายาวนานต่อเนื่องกันถึงสองชั่วอายุคน เพื่อที่จะเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้เสร็จสมบูรณ์"

งบประมาณมหาศาลในการเนรมิต

จนถึงขณะนี้ การปรับปรุงเหมืองใน เขตทะเลสาบลูซาเชียน ใช้เงินไปแล้วประมาณ 7 พันล้านยูโร (ราว 2.7 แสนล้านบาท) และหากรวมพื้นที่เหมืองในเยอรมนีตอนกลางด้วย ยอดรวมจะสูงถึง 1.38 หมื่นล้านยูโร

การสร้างทะเลสาบให้มีความปลอดภัยในระยะยาวหนึ่งแห่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 200-600 ล้านยูโร โดยรัฐบาลกลางสนับสนุนงบประมาณ 75% และอีก 25% มาจากรัฐท้องถิ่น โดยไม่มีงบสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) และคาดว่าต้องใช้เงินอีกราว 4.8 พันล้านยูโรในช่วง 25 ปีข้างหน้า

ความยิ่งใหญ่ระดับโลกที่เกือบเท่า ‘ทะเลสาบโคโม’

ศูนย์ควบคุมการผันน้ำของ LMBV ในเมืองเซนเฟนเบิร์ก (Senftenberg) ทำหน้าที่ประสานงานกระบวนการนี้มานานกว่า 25 ปี โดยผันน้ำจากแม่น้ำไนส์ (Neisse), แม่น้ำชเปร (Spree) และ แม่น้ำชวาร์ทเซอร์ เอลส์เทอร์ (Schwarzer Elster) เข้าสู่ทะเลสาบต่างๆ หากไม่มีการผันน้ำอย่างเป็นระบบ ลำพังเพียงน้ำบาดาลและน้ำฝนอาจต้องใช้เวลานานถึง 80-100 ปีกว่าน้ำจะเต็มหลุมเหมือง โดยการผันน้ำจะทำเฉพาะในช่วงที่สภาวะเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินเรือ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการประมง

สไตน์ฮูเบอร์ อธิบายว่า ทะเลสาบแต่ละแห่งมีความท้าทายเฉพาะตัว เช่น ตลิ่งที่ต้องเสริมความมั่นคงทางวิศวกรรมธรณี และการจัดการน้ำบาดาลที่มีแร่ธาตุปนเปื้อนสูง นอกจากนี้ การเร่งเติมน้ำจากแม่น้ำที่มีค่าเป็นกลางยังช่วยป้องกันไม่ให้น้ำในทะเลสาบกลายเป็นกรดจากสารตกค้างในพื้นที่เหมือง

ปัจจุบัน พื้นที่ผิวน้ำทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 130 ตารางกิโลเมตร และเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะมีพื้นที่รวมถึง 144 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเกือบจะเท่ากับ ทะเลสาบโคโม ของอิตาลี (146 ตารางกิโลเมตร) ต่างกันเพียงแค่ที่นี่เกิดจากงานวิศวกรรมที่แม่นยำตลอดหลายทศวรรษ ไม่ใช่ธรรมชาติสร้าง โดยปัจจุบันปริมาณน้ำได้เติมเต็มไปแล้วกว่า 90% ของความจุ

นอกจากเพื่อการท่องเที่ยว ทะเลสาบเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็น ‘อ่างเก็บน้ำ’ ให้กับแม่น้ำชเปร และ ชวาร์ทเซอร์ เอลส์เทอร์ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตภัยแล้ง

‘ทะเลสาบเซดลิทซ์’ (Lake Sedlitz) : จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย

ทะเลสาบเซดลิทซ์ อดีตเหมืองคือส่วนประกอบหลักชิ้นสุดท้ายที่รอการเสร็จสมบูรณ์ ข้อมูลจากสถานีโทรทัศน์ RBB ระบุว่ายังต้องมีการกำจัดซากไม้ตายจมอยู่ใต้น้ำอีกประมาณ 200 เฮกตาร์ (1,250 ไร่) การฟื้นฟูที่เริ่มมาตั้งแต่ยุค 90 ทั้งการเสริมตลิ่งและสร้างเขื่อน ประสบความสำเร็จจนระดับน้ำถึงเป้าหมายในปี 2025

ด้วยพื้นที่ 1,400 เฮกตาร์ ทะเลสาบแห่งนี้จะเปิดให้ทำกิจกรรมทางน้ำได้ในสิ้นเดือนเมษายน และจะกลายเป็นทะเลสาบเพื่อการพักผ่อนที่ใหญ่ที่สุดในเขตทะเลสาบลูซาเชียนใหญ่กว่าแชมป์เก่าอย่าง ทะเลสาบเซนเฟนเบิร์ก ประมาณ 100 เฮกตาร์

คาทริน วิงค์เลอร์ ผู้อำนวยการสมาคมการท่องเที่ยวเขตทะเลสาบลูซาเชียน กล่าวว่า "ปัจจุบันทะเลสาบ 4 ใน 5 แห่งเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว และเราคาดว่าจะเปิดทะเลสาบเซดลิทซ์ อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายนนี้"

การรวมตัวของ 5 ทะเลสาบในช่วงหน้าร้อน

ในวันที่ 29 มิถุนายน 2026 อาณาจักรแหล่งน้ำเทียมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปจะบรรลุเป้าหมายสำคัญ: ทะเลสาบ เซนฟ์เทนแบร์ค (Senftenberg), ไกเยอร์สวัลด์ (Geierswald), พาร์ทวิตซ์ (Partwitz), เซดลิทซ์ (Sedlitz) และโกรสเร็สเชิน (Großräschen) จะถูกเชื่อมต่อด้วยคลองที่เดินเรือได้ กลายเป็นผืนน้ำต่อเนื่องขนาด 5,000 เฮกตาร์ (31,250 ไร่)

เมื่อเทียบกับทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีอย่าง มูริตซ์ (Müritz) (11,300 เฮกตาร์) พื้นที่ใหม่นี้มีความยาวในการเดินทางทางน้ำต่อเนื่องถึง 50 กิโลเมตร โดยมีจุดเด่นคือ คลองอิลเซ (Ilse Canal) ที่ตัดลอดใต้รางรถไฟและถนนหลักเพื่อเชื่อมไปยังทะเลสาบโกรสเร็สเชิน (Lake Großräschen)

เป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้าคือการสร้างระบบเรือโดยสาร ท่าจอดเรือ และที่พัก เพื่อผลักดันให้เขตทะเลสาบลูซาเชียนเป็นจุดหมายปลายทางที่ครบวงจร ทั้งกีฬาทางน้ำ การปั่นจักรยาน และวัฒนธรรม

เศรษฐกิจขาขึ้นและกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐเช็ก

ในปี 2025 มียอดการเข้าพักค้างคืนสูงถึง 800,000 คืน โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐเช็กที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 12.7% ในปีที่ผ่านมา และก้าวต่อไปคือการเจาะตลาด โปแลนด์โดยตั้งเป้ายอดเข้าพักระยะยาวที่ 1.5 ล้านคืนต่อปี

นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว ประชากรท้องถิ่นยังได้รับประโยชน์จากการสร้างงานในธุรกิจบริการและโรงแรม ซึ่งรวมถึงอดีตครอบครัวคนงานเหมืองที่ได้เปลี่ยนสายอาชีพมาสู่อุตสาหกรรมใหม่นี้

ต้นแบบสำหรับการฟื้นฟูในยุโรป

วิงค์เลอร์ เชื่อว่า ลูซาเชีย สามารถเป็นต้นแบบ ให้ภูมิภาคเหมืองถ่านหินอื่นๆ ในทวีปได้ศึกษา ทั้งในด้านการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการออกแบบภูมิทัศน์ที่ยั่งยืน

แม้บริษัท LEAG (Lausitz Energie Bergbau AG) จะยังคงดำเนินกิจการเหมืองบางส่วนอยู่ แต่มีแผนทยอยปิดตัวลงระหว่างปี 2030 ถึง 2038 ซึ่งหลุมเหมืองเหล่านั้นก็จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสวรรค์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ในโครงการนี้

ที่มา: Euronews