
SHORT CUT
‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ยันยังสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน พร้อมออกตัวไม่ได้ออกตัวปกป้องนายทุน
ท่ามกลางท้องฟ้าที่ขมุกขมัวของฤดูฝุ่นปี 2569 คนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะได้หายใจอากาศสะอาดอย่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานเมื่อไหร่ เพราะแม้ฝุ่น PM2.5 จะกลายเป็นวิกฤตซ้ำซาก แต่กฎหมายสำคัญอย่าง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ก็ยังไม่อาจคลอดออกมาได้ตามความคาดหวังของสังคมย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2568 ร่างกฎหมายฉบับนี้เคยถูกจับตาในฐานะ “ความหวัง” หลังผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างเอกฉันท์ในวาระที่ 3 ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา แต่เส้นทางกลับไม่ราบรื่น เมื่อกระบวนการพิจารณายืดเยื้อและตกอยู่ในข้อครหาว่า “เตะถ่วง” ขณะเดียวกัน การยุบสภาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยังทำให้ร่างกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญ including พ.ร.บ.อากาศสะอาด สะดุดและเสี่ยงต้องเริ่มต้นใหม่
เข้าสู่ปี 2569 สถานการณ์ยังคงค้างคา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังอยู่ในขั้นตอนทางการเมือง โดยมีความพยายามผลักดันต่อเนื่องจากรัฐบาลและหลายพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุน ขณะที่เนื้อหาของกฎหมายถูกออกแบบให้เป็น “เครื่องมือใหม่” ในการจัดการมลพิษ ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การใช้กลไกเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าของกฎหมายยิ่งตอกย้ำความจริงอีกด้าน คุณภาพอากาศของไทยยังไม่ปลอดภัย แม้มีสัญญาณดีขึ้นในบางช่วง แต่ยังเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ และมีช่องว่างจากภาคอุตสาหกรรมที่ยังควบคุมได้ไม่เต็มที่ นักวิชาการและภาคประชาชนจึงชี้ตรงกันว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายนี้เป็นแกนหลัก
ท่ามกลางความพยายามของรัฐที่เริ่มออกมาตรฐานคุณภาพอากาศฉบับใหม่ในปีเดียวกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะมีกฎหมายหรือไม่” แต่คือ “เมื่อไหร่” กฎหมายที่ประชาชนรอคอยจะมีผลบังคับใช้จริง และจนถึงวันนี้ ในปี 2569 คำตอบนั้น…ยังคงลอยอยู่ในอากาศไม่ต่างจากฝุ่นพิษที่คนไทยต้องหายใจเข้าไปทุกวัน ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (21 เมษายน 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังเดินหน้าต่อ พร้อมยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ยอมรับยังมีประเด็นต้องถก โดยเฉพาะนิยาม ‘กลุ่มเปราะบาง’ ที่มองว่ายังปลายเปิดเกินไป อาจครอบคลุมคนจำนวนมากถึงหลักสิบล้านคน ทำให้การบังคับใช้เกิดความไม่ชัดเจน
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ ‘ค่าปรับบริษัทปล่อยมลพิษ’ ที่สุชาติระบุว่าต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งความเหมาะสม เทียบกับประเทศในอาเซียน และผลกระทบต่อการลงทุน ย้ำไม่ใช่การปกป้องภาคธุรกิจ แต่ต้องหาสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจขณะที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปีนี้ สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนล่าช้า รวมถึงไฟป่าที่เกิดจากกิจกรรมของประชาชนบางส่วน แม้ภาพรวมการควบคุมไฟป่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะการลดจุดความร้อนที่ทำได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาวาระ 2 ของวุฒิสภา ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะเป็น ‘กฎหมายสำคัญ’ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศของคนไทย แต่ยังต้องจับตาว่ารายละเอียดสุดท้ายจะออกมาในทิศทางใด