svasdssvasds

7 ปีแล้ว ทำไมกฎหมาย 'ห้ามเผา' จึงไม่ประสบความสำเร็จ แก้วิกฤตฝุ่น PM2.5

7 ปีแล้ว ทำไมกฎหมาย 'ห้ามเผา' จึงไม่ประสบความสำเร็จ แก้วิกฤตฝุ่น PM2.5

ฤดูฝุ่นมาอีกแล้ว! จุดความร้อนยังสูงขึ้น คนยังเผาอยู่? เรามีนโยบาย 'ห้ามเผา' ไม่ใช่เหรอ ผ่านมา 7 ปีแล้วนะ ทำไมจึงยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ฝุ่น PM2.5 สักทีล่ะ

ฝุ่นมาอีกแล้ว! เหตุไฟไหม้ทุ่งนาและตอซังข้าวจ.นครนายก กินพื้นที่กว้าง 13,000 ไร่ คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เราอยากตั้งคำถามว่า เรามีนโยบายลดเผานี่นา แต่ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ยังคงเกิดขึ้น และทำไมมาตรการลดเผา จึงหยุดเกษตรกรไม่ให้เผาไม่ได้

จุดเปลี่ยนจาก ‘แผนเฉพาะกิจ’ สู่ ‘วาระแห่งชาติ’

ในอดีต รัฐบาลจัดการมลพิษฝุ่นแบบปีต่อปี แต่ในปีพ.ศ. 2562 มีการประกาศให้การแก้ปัญหาฝุ่นละอองเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เนื่องจากระดับฝุ่นที่สะสมมากขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง นำมาสู่แผนการแก้ไข ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การลดมลพิษจากต้นทางที่มาจากการเผา หรือ ‘ห้ามเผา’ เนื่องจากข้อมูลดาวเทียมระบุว่ามีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นจำนวนมากในพื้นที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร

SPRiNG ในคอลัมน์ Keep The World ชวนคุยกับ 'รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช' อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงเป็นผู้ผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่าผ่านมาแล้ว 7 ปี ทำไมนโยบายห้ามเผา จึงยังไม่สำเร็จสักที?

Cr.Nation Photo

นโยบายห้ามเผาใช้มาตั้งแต่ปี 2562 จนตอนนี้ปี 2569 แล้ว ทำไมยังไม่เวิร์ค?

นโยบายไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งเนี่ยมาจากการใช้มาตรการแบบบังคับ ให้ปฏิบัติตาม เช่น ห้ามเผาใช่ไหมครับ แต่การใช้มาตรการนี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย และจะไม่สัมฤทธิ์ผล ถ้าเกษตรกร ยังไม่มีทางเลือกอื่น

พูดง่ายง่าย คือ ที่ผ่านมาเนี่ย ภาครัฐเน้นไปที่การสั่งห้ามเผาอย่างเดียว แต่ไม่ได้ช่วยเหลือเกษตรกร ถ้าเขาไม่เผาเกษตรกรจะมีทางเลือกอื่นไหม เช่น เขาจะสามารถเข้าถึงเครื่องอัดก้อนฟางได้ไหม

ปัจจุบัน เครื่องที่ว่ามามันไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง อย่างผมไปลงพื้นที่ก็มีคนบอกนะว่า ถ้าไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่บ้านหรือคนรู้จักจริง ๆ โอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ยากมาก

แล้วก็เป็นเรื่องของ Timing ด้วยฮะ คือเกษตรกรเวลาเก็บเกี่ยวเค้าเก็บเกี่ยวพร้อมกัน เวลาจัดการแปลงก็จัดการพร้อมกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ถ้าเครื่องจักรมีอยู่เครื่องเดียวหรือ 2 เครื่อง แล้วคนใช้พร้อมกัน มันเลยทำให้เกิดการขาดแคลน ตรงส่วนนี้เนี่ยภาครัฐก็ไม่ได้เข้ามาช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการ

เครื่องอัดก้อนฟาง Cr.Nation Photo

ภาครัฐมีโปรแกรมในการช่วยเหลือ แต่การช่วยเหลือของภาครัฐยังมีจำกัดมาก ๆ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ นั่นเป็นกลไกสุดท้ายแล้ว เค้าเองก็ไม่สามารถที่จะรับมือได้เพราะมีขีดความสามารถไม่เพียงพอ สุดท้ายการเผาก็คือทางเลือกที่ถูกที่สุด

“ถ้าปัญหามันยังมีอยู่ แสดงว่ามาตรการช่วยเหลือที่ลงไป มันอาจจะยังไม่เพียงพอแล้วก็ไม่ทั่วถึงครับ”

เสียงของเกษตรกรที่มีต่อมาตรการห้ามเผา…

เสียงสะท้อนของเกษตรกรผ่านอ.วิศนุ เผยว่า “เกษตรกรไม่อยากเผานะ เมื่อก่อนเขาขายก้อนฟางให้กับพ่อค้าที่รับซื้อ ไร่นึงตกเฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อไร่ แต่พอรัฐบาลออกกฎหมายว่าห้ามเผา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เกษตรกรกลัว ก็ไม่เผา ทีนี้เมื่อทุกคนอัดก้อนฟางกันหมด พ่อค้ารับซื้อเนี่ย เมื่อก่อนรับซื้อไร่นึงประมาณ 200 บาทใช่ไหม ตอนนี้เค้าบอกไม่รับซื้อแล้ว เพราะว่ามันเป็นตลาดของพ่อค้าแล้ว อำนาจต่อรองอยู่ที่พ่อค้า เกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องอัดฟางให้เขาในราคาถูก หรือไม่ก็ให้เค้าฟรี

ซึ่งนั่นอ่ะ ต้นทุนทั้งนั้น ถูกไหมฮะ ตอนนี้เกษตรกรไม่มีรายได้เลย จากเมื่อก่อนเค้ามีรายได้ 200 บาทต่อไร่ แต่เพราะคำสั่งของภาครัฐทำให้เกษตรกรเนี่ยไม่ได้รายได้ในส่วนนี้

Cr.Nation Photo

เกิน 90% ตอบว่า ไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐนะ ยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงในเรื่องของจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าว อันนี้คนบอกเลยว่าได้น้อยมาก ส่วนใหญ่คือไปซื้อเองซะเยอะ

แรงงานก็ขาดแคลน เครื่องจักรก็ไม่มี ขายไปก็ไม่ได้ ราคาไม่มีตลาดรองรับ จะให้เก็บฟางไว้ในแปลงเหรอ มันก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม ถูกไหม เก็บไปก็เสี่ยงไหม้ เพราะสุดท้ายก็คือเคลียร์แปลงนั้น ๆ ไปเลย การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวเนี่ย มันใช้เวลาย่อยนะ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพราะงั้นเค้ารอไม่ได้ การเผานี่แหละคือสิ่งที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

กรณีของไฟไหม้ทุ่งนาจ.นครนายกคือตัวอย่างหนึ่ง?

การช่วยเหลือมันยังไม่ทั่วถึงทุกกลุ่ม นครนายกก็เช่นกัน ผมเรียนกพื้นที่นั้นว่า พื้นที่ปลูกข้าวแบบยอดสูงฮะ เพราะโดนน้ำท่วมบ่อย ตรงนี้ต้องการความช่วยเหลือมากเลย และก็ไม่ได้มีแค่นครนายก มีหลายที่เลย อยุธยาก็มี คือลักษณะพื้นที่จะเป็นพื้นที่ต่ำ น้ำจะเข้าท่วมช่วงเวลาหนึ่ง เพราะรัฐจะระบายน้ำมาจากทางเหนือเพื่อให้เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนเข้ากรุงเทพฯ น่าจะเป็นช่วงประมาณ 15 กันยายน ช่วงกลางกันยาเนี่ยแหละ ภาครัฐจะมีการปล่อยน้ำ เพื่อให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นแก้มลิง

ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พวกเขา (เกษตรกร) ต้องปลูก ต้องเก็บเกี่ยวให้ทันภายในวันที่ 15 โดยเฉพาะคนที่อยากทำข้าว 2 รอบ เค้าก็ต้องรีบเผาตอนนี้แหละ เพื่อที่จะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวให้ทันประมาณช่วงเมษายน พฤษภาคม แล้วก็ทำอีกรอบนึงคือมิถุนายน ถึงกันยายนประมาณนี้

เพราะฉะนั้น Timing เค้าจะแคบมาก อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกษตรกรพยายามเร่งรอบ เพื่อสร้างรายได้ให้เค้า แต่ก็อาจเจอข้อจำกัดเรื่องของการบริหารจัดการน้ำเช่นกัน มันเลยทำให้เค้าไม่มีทางเลือก

Cr.Nation Photo

แนวทางให้นโยบายลดเผาทั่วถึงและเข้าถึงใจเกษตรกร

"ภาครัฐเองก็ต้องหาทางช่วย เช่น ตลาดรับซื้อฟาง ที่ต้องมีให้มาก เพราะถ้าเกิดขายได้ เค้าก็ได้ตัง ไม่มีใครเผาตังหรอก"

เครื่องจักรเครื่องมือก็ยังมีน้อย ทำยังไงให้สามารถเข้าถึงได้ และเข้าถึงได้นี่ไม่ใช่แค่แพงนะ ต้นทุนก็ต้องถูกด้วยจึงจะสามารถเข้าถึงได้ ระบบโลจิสติกส์ภาครัฐก็ต้องช่วย

พวกแปลงเล็กที่อยู่ไกล ๆ เข้าถึงยาก พวกนี่แหล่งรับซื้อเค้าไม่ซื้ออยู่แล้ว ตรงนี้เป็นบทบาทภาครัฐที่จะต้องไปตั้งจุดรับซื้อ หาระบบโลจิสติกส์เพื่อลำเลียงก้อนฟางเหล่านี้ไปแหล่งรับซื้อ

ฝากถึงรัฐบาล…

อยากจะฝากให้เร่งช่วยเหลือนะครับ แบบมีเงื่อนไขให้เกษตรกร คือเกษตรกรไม่อยากเผานะครับ แต่ว่าท่านเองก็ต้องพยายามหาระบบนิเวศที่เอื้อให้เกษตรกร สามารถปรับเปลี่ยนจากการที่เผาไปสู่ไม่เผา

ทำยังไงที่จะสร้างตลาดรับซื้อเศษวัสดุโดยใช้ทางการเกษตรฟางข้าว ใบอ้อย หรือซังข้าวโพด ทำยังไงให้มันเพียงพอ ทำยังไงให้มีเครื่องจักรนะที่สามารถเพียงพอในพื้นที่ที่เค้าต้องการจัดการแปลง

ควบคู่กับระบบโลจิสติกส์ แล้วก็การตั้งจุดรับซื้อเนอะ เพื่อที่จะให้เกษตรกรเนี่ย ขนส่งมาง่าย ๆ แล้วก็ต้นทุนโลจิสติกส์ไม่เป็นภาระกับผู้ประกอบการ แล้วก็ไม่เป็นภาระกับเกษตรกร ผมว่าแค่เนี้ยครับ ปัญหาก็จะถูกแก้ไขยังง่ายดายเลยครับ

related