ควบคุมได้ผล! พบ ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’ ในไข่นกทะเลแคนาดาลดลงถึง 74%

ควบคุมได้ผล! พบ ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’ ในไข่นกทะเลแคนาดาลดลงถึง 74%

ผลวิจัยใหม่พบระดับสารเคมีชั่วนิรันดร์ในไข่ของนกทะเล บริเวณลุ่มน้ำของแคนาดา ลดลงสูงสุด 74% สะท้อนว่ามาตรการควบคุมของรัฐได้ผลจริง

SHORT CUT

  • งานวิจัยในแคนาดาพบว่าระดับสารเคมีชั่วนิรันดร์ (PFAS) ในไข่นกทะเลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสาร PFOS ที่ลดลงถึง 74% ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุม
  • การลดลงของสารเคมีเป็นผลมาจากการที่บริษัทผู้ผลิตยุติการใช้สารบางชนิด และความร่วมมือระดับโลกผ่านอนุสัญญาสตอกโฮล์มเพื่อจำกัดการผลิตและการใช้
  • นักวิจัยเตือนว่ายังคงมีความเสี่ยงจากสารเคมี PFAS รุ่นใหม่และสารเก่าที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวดต่อไป

ผลวิจัยใหม่พบระดับสารเคมีชั่วนิรันดร์ในไข่ของนกทะเล บริเวณลุ่มน้ำของแคนาดา ลดลงสูงสุด 74% สะท้อนว่ามาตรการควบคุมของรัฐได้ผลจริง

งานวิจัยใหม่ที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิของนักวิจัยและนักพิษวิทยานิเวศกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา แสดงให้เห็นว่า ระดับสารเคมีชั่วนิรันดร์ (PFAS) ในไข่นกทะเลของแคนาดาลดลงอย่างมาก ถือเป็นหลักฐานสำคัญว่า มาตรการควบคุมสารเคมีของรัฐบาลสามารถบังคับใช้ได้ผลจริง

นักวิจัยศึกษาสารเคมีชั่วนิรันดร์ในไข่ของนกแกนเน็ตถิ่นเหนือ นกทะเลบริเวณลุ่มน้ำเส้นทางเดินเรือเซนต์ลอว์เรนซ์ในแคนาดา เป็นระยะเวลา 55 ปี โดยพบว่าระดับสารเคมีเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 จนถึงช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม จากนั้นระดับสารจึงเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากมีมาตรการควบคุม

สารเคมีชั่วนิรันดร์เป็นกลุ่มสารเคมีมากกว่า 16,000 ชนิด ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น วัสดุกันน้ำ กันคราบ และทนความร้อน โดยถูกเรียกว่า สารเคมีชั่วนิรันดร์เนื่องจากแทบไม่สลายตัวตามธรรมชาติ และสามารถสะสมในสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ในร่างกายสัตว์และมนุษย์

นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้นยังพบการเชื่อมโยงของสารเคมีชั่วนิรันดร์กับปัญหาสุขภาพ เช่น มะเร็ง โรคไทรอยด์ ปัญหาไตและระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงด้วย

ไข่นกที่ใช้ในการศึกษาเก็บมาจากเกาะบองเวนเจอร์ (Bonaventure Island) อาณานิคมนกแกนเน็ตถิ่นเหนือที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ โดยในอดีตพื้นที่ลุ่มน้ำเส้นทางเดินเรือเซนต์ลอว์เรนซ์ได้รับมลพิษจากเขตอุตสาหกรรมในภูมิภาคกลุ่มทะเลสาบเกรตเลกส์ (Great Lakes) ทำให้สารเคมีสะสมในระบบนิเวศและในไข่นกในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า

ข้อมูลพบว่า ระดับสารเคมี PFOS ในกลุ่มสารเคมีชั่วนิรันดร์ในไข่นกที่เคยสูงถึง 100 ส่วนในพันล้าน (PPB) ลดลงเหลือประมาณ 26 ส่วนในพันล้าน ภายในปี 2024 คิดเป็นการลดลงประมาณ 74% ส่วนสาร PFOA ลดลงประมาณ 40% และสาร PFHxS ลดลงประมาณ 72% หลังจากบริษัทเคมีรายใหญ่ อย่าง 3M เริ่มยุติการใช้สารบางชนิดและทำข้อตกลงกับสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ เพื่อเลิกผลิตสาร PFOS และ PFOA 

นอกจากนี้ ความพยายามระดับโลกในการควบคุมสารเคมีชั่วนิรันดร์ก็มีบทบาทสำคัญ โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) บรรจุสาร PFOS ในอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยมลพิษตกค้างยาวนาน (Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants: POPs) เมื่อปี 2009 ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกจำกัดการผลิตและการใช้สารสารเคมีชั่วนิรันดร์ดังกล่าว 

ขณะเดียวกัน กองทัพและหน่วยงานกู้ภัยต่าง ๆ ของหลายประเทศได้หันไปใช้โฟมดับเพลิงที่ไม่มีสารเคมีชั่วนิรันดร์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดมลพิษทางน้ำได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม นักวิจัย เตือนว่า สถานการณ์ยังไม่ถือว่าปลอดภัยทั้งหมด เนื่องจากผู้ผลิตสารเคมีได้พัฒนา สารเคมีชั่วนิรันดร์รุ่นใหม่ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า ซึ่งอาจยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าต่อไป  นอกจากนี้ สารประกอบรุ่นเก่าอย่าง  PFOS ยังคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือในร่างกายของสัตว์เป็นเวลาหลายสิบปี ทำให้นกและสิ่งแวดล้อมจะยังคงเผชิญการปนเปื้อนในอนาคต ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังทางวิทยาศาสตร์และการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวดต่อไป

ที่มา : The Guardian
 

related