
SHORT CUT
อันตรายไหม? เมื่อนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจในมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ พบถังกากกัมมันตรังสีที่ผุกร่อนและรั่วไหลกว่า 200,000 ถัง หวั่นกระทบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
ทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาตินำโดย แพทริค ชาร์ดอน จากมหาวิทยาลัยแคลร์มงต์-โอแวร์ญ และ ฮาเวียร์ เอสการ์ติน จากโรงเรียนนอร์มัลซูเปริแยร์ในปารีส ได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมสำรวจใต้ท้องทะเลลึกในมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้เรือดำน้ำที่มีมนุษย์ควบคุม ดำลงไปที่ระดับความลึกกว่า 15,400 ฟุต เพื่อตรวจสอบ 'จุดทิ้งขยะนิวเคลียร์' ในอดีต
การสำรวจครั้งนี้ขยายผลต่อเนื่องมาจากโครงการปี 2025 ที่เคยใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติถ่ายภาพและจัดทำแผนที่ก้นทะเล ซึ่งทำให้พบว่ามี 'ถังบรรจุกากกัมมันตรังสี' ถูกนำมาทิ้งไว้มากกว่า 200,000 ถังในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 โดยหลายประเทศในยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส ที่มีบันทึกว่าเคยนำกากนิวเคลียร์ผสมคอนกรีตและยางมะตอยใส่ถังโลหะมาทิ้งไว้กว่า 46,000 บาร์เรล ในช่วงปี 1967 และ 1969
จากการดำน้ำสำรวจระยะใกล้ล่าสุด พบว่าถังบรรจุขยะอุตสาหกรรมเริ่มผุกร่อนและเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง จนมีวัสดุรั่วไหลออกมาสู่ชั้นโคลนก้นทะเลอย่างชัดเจน เครื่องมือตรวจวัดตรวจพบอะตอมนิวไคลด์กัมมันตรังสี เช่น โคบอลต์-60, ไนโอเบียม-94, ซีเซียม-137 และอะเมริเซียม-241 ในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติในพื้นที่ แม้ส่วนหนึ่งของซีเซียมและอะเมริเซียมอาจมีผลมาจากรังสีพื้นหลังจากการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม
ความน่าสนใจอีกประการคือ สภาพแวดล้อมก้นทะเลลึกที่เคยถูกมองว่าว่างเปล่าเริ่มกลับกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยถังขยะนิวเคลียร์เหล่านี้ได้กลายเป็นเกาะยึดเกาะเทียมสำหรับ ดอกไม้ทะเล ฟองน้ำ ปู และจุลินทรีย์ อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตใกล้ชิดกับกากนิวเคลียร์ที่รั่วไหล ได้สร้างคำถามสำคัญว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ดูดซับสารรังสีเข้าไปในระดับที่เป็นอันตรายต่อชีวภาพหรือไม่
ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอน และสิ่งมีชีวิตไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการสรุปผลว่าสารกัมมันตรังสีแพร่กระจายไปไกลเพียงใด ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้องค์กร OSPAR เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูล และนำไปใช้ประเมินความเสี่ยงทางนิเวศวิทยาของแหล่งทิ้งขยะนิวเคลียร์ใต้ทะเลลึกในระยะยาวต่อไป