
SHORT CUT
นักวิจัยทำแผนที่แหล่งมรดกโลกชายฝั่งกว่า 1,200 แห่งทั่วโลก พบเกือบ 1 ใน 3 อาจเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน
แม้โรงอุปรากรซิดนีย์ (Sydney Opera House) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของโลกที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งของออสเตรเลียด้วยพื้นที่ประมาณ 9.7 เอเคอร์ (ราว 24.5 ไร่) จะสามารถค้นหาได้ง่ายจากแผนที่ แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลขอบเขตพื้นที่ที่ละเอียดเพียงพอสำหรับนำไปวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากน้ำท่วมหรือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
ปัญหานี้เกิดขึ้นกับแหล่งมรดกโลกทางทะเลและชายฝั่งอีก 1,249 แห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) เนื่องจากแผนที่ของยูเนสโกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้วิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์โดยตรง หลายแผนที่ไม่มีระบบพิกัดที่ชัดเจน หรือมีเส้นขอบเขตพื้นที่ที่ไม่สามารถระบุได้อย่างแม่นยำ
เดวิด เบสโคบี (David Bescoby) จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia) และทีมวิจัย 6 คน ใช้เวลากว่า 2 ปีในการจัดทำแผนที่ขอบเขตของแหล่งมรดกโลกชายฝั่งทั้ง 1,250 แห่ง และเผยแพร่ลงในวารสาร Scientific Data เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ในระหว่างเดือนมกราคม ปี 2022 ถึงเดือนเมษายน ปี 2024 ทีมวิจัยใช้โปรแกรม Google Earth Pro ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม ในการค้นหาและคัดกรองแหล่งมรดกโลกที่มีพื้นที่บางส่วนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยไม่เกิน 20 เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับความสูงของอาคารประมาณ 6 ชั้น
จากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำแผนที่จะส่งข้อมูลพิกัดตำแหน่งให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นชุดย่อยๆ แบบสุ่ม เพื่อวาดเส้นขอบเขตพื้นที่ที่มาตราส่วน 1:1000 และเปลี่ยนเป็นมาตราส่วน 1:250 สำหรับพื้นที่ขนาดเล็กหรือบริเวณที่มีรายละเอียดซับซ้อนในพื้นที่ขนาดใหญ่
ผลการศึกษา ระบุว่า ณ สิ้นปี 2023 พบว่า ยูเนสโกมีแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 1,199 แห่งทั่วโลก โดยในจำนวนนี้มี 386 แห่งที่มีพื้นที่บางส่วนเข้าเกณฑ์การศึกษาและอาจได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด
พื้นที่แหล่งมรดกโลกที่ได้รับการทำแผนที่รวมกันแล้วมีขนาดประมาณ 2.35 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นบริเวณกว้างใหญ่กว่าพื้นที่ของรัฐอะแลสกาและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ รวมกัน ครอบคลุมสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น แนวชายฝั่งของกำแพงเมืองจีน รูปสลักหินโมอายบนเกาะราปานุยของชิลี และพื้นที่ประวัติศาสตร์ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า สิ่งที่น่าเป็นกังวลคือแหล่งมรดกโลกจำนวนมากตั้งอยู่บริเวณชายฝั่ง ซึ่งหมายความว่ามรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจำนวนมากกำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อน
งานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้จัดอันดับว่าแหล่งมรดกโลกแห่งใดมีความเสี่ยงสูงที่สุด แต่สร้างชุดเครื่องมือสำหรับนักวิจัยและผู้ดูแลพื้นที่ในการนำไปวิเคราะห์ต่อ เช่น การประเมินผลกระทบจากน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง หรือการวางแผนป้องกันความเสียหาย
นักวิจัยระบุว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สามารถเปรียบเทียบความเสี่ยงของแหล่งมรดกโลกแต่ละแห่งได้อย่างเป็นระบบ เช่น ผู้ดูแลพื้นที่มรดกโลกชายฝั่งในประเทศชิลีสามารถใช้ข้อมูลนี้เปรียบเทียบสถานการณ์ของพื้นที่ตนเองกับพื้นที่อื่นทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่นำข้อมูลชุดนี้ไปใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดบางประการ เนื่องจากข้อมูลชุดนี้ครอบคลุมรายการแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกถึงในปี 2023 ซึ่งทีมวิจัยวางแผนจะปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ ข้อมูลชุดนี้ยังไม่ได้รวมพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลแต่ถูกตัดขาดจากมหาสมุทรร เช่น ทะเลแคสเปียนและทะเลเดดซี ไว้ในการศึกษา
ทีมวิจัย ระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการศึกษาความเสี่ยงจากน้ำท่วมชายฝั่งของแหล่งมรดกโลกทั่วโลก รวมถึ การศึกษาผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อระบบนิเวศสำคัญ เช่น แนวปะการังและป่าชายเลน
นิโคลัส ซิมป์สัน (Nicholas Simpson) จากมหาวิทยาลัยเคปทาวน์ หนึ่งในผู้ร่วมโครงการ ทิ้งท้ายว่า การสร้างฐานข้อมูลลักษณะนี้เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและความอดทนสูง แม้จะไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะมากนัก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษาผลกระทบของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว