‘เพชรบูรณ์’ แชมป์ป่าเพิ่ม 12,879 ไร่ สวนทางเชียงใหม่ป่าลดฮวบ 3.4 หมื่นไร่

‘เพชรบูรณ์’ แชมป์ป่าเพิ่ม 12,879 ไร่  สวนทางเชียงใหม่ป่าลดฮวบ 3.4 หมื่นไร่

เพชรบูรณ์แชมป์ป่าเพิ่ม 1.2 หมื่นไร่ สวนทางเชียงใหม่ป่าหายกว่า 3.4 หมื่นไร่ ดันภาคเหนือครองแชมป์พื้นที่ป่าลดลงมากที่สุด สะท้อนโจทย์ใหญ่การรักษาผืนป่าไทยปี 2569

SHORT CUT

  • ป่าไทยลดลง ปี 2569 ไทยมีพื้นที่คงสภาพป่า 31.43% ของประเทศ ลดลงจากปีก่อนกว่า 1.12 แสนไร่
  • เพชรบูรณ์สวนทางเชียงใหม่ เพชรบูรณ์มีพื้นที่ป่าเพิ่มมากที่สุด 12,879 ไร่ ขณะที่เชียงใหม่ป่าลดลงมากที่สุด 34,292 ไร่
  • ภาคเหนือยังน่าห่วง ภาคเหนือสูญเสียพื้นที่คงสภาพป่ารวมกว่า 83,602 ไร่ จากเกษตรกรรม การขยายชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยธรรมชาติ

เพชรบูรณ์แชมป์ป่าเพิ่ม 1.2 หมื่นไร่ สวนทางเชียงใหม่ป่าหายกว่า 3.4 หมื่นไร่ ดันภาคเหนือครองแชมป์พื้นที่ป่าลดลงมากที่สุด สะท้อนโจทย์ใหญ่การรักษาผืนป่าไทยปี 2569

สถานการณ์ผืนป่าไทยปี 2569 ยังคงน่าเป็นห่วง แม้บางจังหวัดจะมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมประเทศกลับพบว่าพื้นที่คงสภาพป่าลดลง สะท้อนแรงกดดันจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของชุมชน และโครงการพัฒนาที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า

ข้อมูลจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งวิเคราะห์จากโครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้และชนิดป่า ปี 2568 ของสำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ และเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่คงสภาพป่า 101,672,494.16 ไร่ หรือ 31.43% ของพื้นที่ประเทศ ลดลงจากปี 2567 จำนวน 112,777.42 ไร่ หรือ 0.11%

 

เมื่อแยกเป็นรายจังหวัด พบภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย เพชรบูรณ์ กลายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่คงสภาพป่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 12,879.67 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่าบางพื้นที่ยังสามารถรักษาและฟื้นคืนพื้นที่ป่าได้

ขณะที่ เชียงใหม่ กลับอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม มีพื้นที่คงสภาพป่าลดลงมากที่สุดในประเทศถึง 34,292.05 ไร่ และเมื่อมองในระดับภูมิภาค ภาคเหนือถือว่าน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะมีพื้นที่คงสภาพป่าลดลงรวม 83,602.89 ไร่ โดยมีแม่ฮ่องสอน ตาก และน่าน ติดกลุ่มจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าลดลงมากที่สุดเช่นกัน

ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ยังพบว่า ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าคงสภาพจากการเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ รวม 266,804.23 ไร่ ขณะที่มีพื้นที่ที่กลับมามีสภาพเป็นป่าประมาณ 154,026.81 ไร่

ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนพื้นที่ป่าไปทำเกษตรกรรม การขยายตัวของชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากไฟป่าและดินถล่มที่ส่งผลต่อสภาพพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การที่พื้นที่กลับมามีสภาพเป็นป่า ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทดแทนป่าดั้งเดิมได้ทั้งหมด เพราะป่าฟื้นฟูใหม่อาจมีความหลากหลายทางชีวภาพและความซับซ้อนของระบบนิเวศต่ำกว่าป่าธรรมชาติเดิม และต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์

ตัวเลขปี 2569 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่าไทยมีป่ามากขึ้นหรือน้อยลงเท่านั้น แต่กำลังชี้ให้เห็นคำถามสำคัญว่า พื้นที่ป่าที่เหลืออยู่มีคุณภาพและความสมบูรณ์เพียงใด และเรากำลังสูญเสียป่าธรรมชาติไปเร็วแค่ไหน โดยเฉพาะภาคเหนือที่ยังต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

related