
SHORT CUT
ผลสำรวจใหม่จากออสเตรเลียชี้ความชื่นชอบอาจมีอิทธิพลต่อนักวิจัยพฤติกรรมสัตว์ในการเลือกศึกษาสัตว์มากกว่าความสะดวกในการทำวิจัย ส่งผลให้สายพันธุ์อีกนับล้านชนิดถูกมองข้าม
เมื่อเด็กๆ วาดภาพธรรมชาติ พวกเขามักจะวาดนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มากกว่าแมลง แมงมุม หรือหนอน ขณะที่งานวิจัยทางชีววิทยาก็มีแนวโน้มคล้ายคลึงกัน โดยผลสำรวจนักวิจัยด้านพฤติกรรมสัตว์ที่จัดทำขึ้นล่าสุดพบว่า ความรู้สึกชื่นชอบส่วนตัวอาจเป็นปัจจัยสำคัญ
สัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์เลือกนำมาศึกษามีผลโดยตรงต่อความรู้ที่มนุษย์มีต่อโลกธรรมชาติ เมื่อการวิจัยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับสัตว์เพียงบางกลุ่ม ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอีกจำนวนมากก็ยังคงเป็นปริศนา รวมถึง ข้อมูลสำคัญว่าประชากรของพวกมันกำลังลดลงหรือไม่
‘ปิเอโตร โปลโล’ และ ‘ไมเคิล คาซูโมวิช’ นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ในเมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย ได้ดำเนินการสำรวจนักวิจัยด้านพฤติกรรมสัตว์จำนวน 868 คน
โดยผลสำรวจที่เผยแพร่ในวารสาร Ecology and Evolution พบว่า นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเป็นสัตว์ที่นักวิจัยศึกษามากที่สุด ไม่ได้ถูกมองว่าศึกษาได้ง่ายกว่าสัตว์กลุ่มอื่นอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่สัมพันธ์กับการเลือกศึกษาคือระดับความชื่นชอบที่นักวิจัยมีต่อสัตว์แต่ละกลุ่ม
‘โปลโล’ ผู้เขียนหลักของงานวิจัย กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่อง Finding Nemo อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากหันมาเป็นนักชีววิทยาทางทะเล ขณะที่สารคดีธรรมชาติมักนำเสนอหมีขั้วโลก สิงโต ช้าง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นเป็นหลัก ทำให้ความสนใจและเงินทุนวิจัยส่วนใหญ่ไหลไปยังสัตว์กลุ่มเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกกับการเลือกศึกษา ไม่ได้ยืนยันว่าปัจจัยใดเกิดขึ้นก่อน อีกทั้งผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นนักวิจัยด้านพฤติกรรมสัตว์ จึงอาจไม่สามารถนำไปใช้กับนักชีววิทยาทุกแขนงได้
ปัจจุบัน นักชีววิทยาจำแนกชนิดพันธุ์สัตว์ไว้แล้วมากกว่า 1.5 ล้านชนิด แต่มีเพียง 4.7% เท่านั้นที่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น ปลา กบ สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมกันมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของสัตว์ทั้งหมด ทว่าความสนใจในการวิจัยกลับไม่ได้กระจายตามสัดส่วนความหลากหลายของสัตว์เหล่านี้
ผลการศึกษาอีกชิ้นที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน ‘โปลโล’ และ ‘คาซูโมวิช’ วิเคราะห์บทความวิจัยด้านนิเวศวิทยาและวิวัฒนาการเกี่ยวกับสัตว์เกือบ 1 ล้านฉบับ โดยพบว่า สัตว์มีกระดูกสันหลังปรากฏอยู่ในงานวิจัยมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด และสัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการวัดความเหลื่อมล้ำนี้
ผลสำรวจนักวิจัยเองสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน โดยพบว่า ประมาณ 43% เคยศึกษานก และอีก 43% เคยศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รองลงมา คือ แมลง 35% และปลา 24% ตามลำดับ
เหตุผลประการหนึ่งที่อาจดูสมเหตุสมผลคือ นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้รับความนิยมเพราะศึกษาได้ง่ายกว่า ผลสำรวจกลับไม่สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้
นักวิจัยส่วนใหญ่ประเมินว่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ได้หา สังเกต เลี้ยงดู หรือจัดหามาศึกษาได้ง่ายกว่าสัตว์กลุ่มอื่น และในหลายกรณีกลับถูกมองว่าศึกษายากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องปฏิบัติการ
ในทางตรงกลับกัน หอยทากและสัตว์ในกลุ่มมอลลัสกาหรือสัตว์จำพวกหอยส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าศึกษาได้ง่าย ทั้งในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและในห้องปฏิบัติการ แต่มีนักวิจัยเพียงประมาณ 6% เท่านั้นที่เคยศึกษาสัตว์กลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกยังมีผลในระดับหนึ่ง เช่น ภายในกลุ่มสัตว์ประเภทเดียวกัน เช่น นก ชนิดที่มีนักวิจัยเลือกศึกษามากมักถูกมองว่าทำวิจัยได้ง่ายกว่า แต่ปัจจัยนี้อาจมีผลต่อการเลือกว่าจะศึกษานกชนิดใด มากกว่าการตัดสินใจว่าจะศึกษานกตั้งแต่แรกหรือไม่
ขณะเดียวกัน ประโยชน์ต่อมนุษย์ดูเหมือนมีอิทธิพลค่อนข้างน้อย นักวิจัยประเมินว่าแมลงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่กลับมีแนวโน้มที่จะทำงานวิจัยที่มุ่งแก้ไขปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น การควบคุมศัตรูพืชหรือการอนุรักษ์ โดยเน้นไปที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่าแมลงหรือแมงมุมและสัตว์ในกลุ่มใกล้เคียงกัน
แม้นักวิจัยจะมีทัศนคติเชิงบวกต่อสัตว์ทั้ง 9 กลุ่มที่สำรวจ แต่สัตว์มีกระดูกสันหลังได้รับความรู้สึกเชิงบวกมากกว่าโดยรวม อีกทั้งนักวิจัยยังมีแนวโน้มรู้สึกดีกับสัตว์กลุ่มที่ตนเองเคยศึกษา และส่วนใหญ่ระบุว่าความสนใจเพิ่มขึ้นหลังเริ่มทำวิจัย
ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยที่ศึกษากลุ่มแมงมุมและสัตว์ใกล้เคียงรายงานว่าความสนใจเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ที่ศึกษานกหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ผู้เขียนงานวิจัยอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า อาจเป็นวงจรที่ความชอบนำไปสู่การเลือกศึกษา และการได้ศึกษาก็ยิ่งทำให้ชื่นชอบมากขึ้น ขณะที่สัตว์ที่คนมองว่าน่ากลัวหรือไม่คุ้นเคยยังคงถูกหลีกเลี่ยง
งานอดิเรกก็ดูจะมีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน นักวิจัยด้านนกมักมีงานอดิเรกเกี่ยวกับสัตว์ที่ตนศึกษาอยู่แล้วก่อนเริ่มทำวิจัย โดยเฉพาะการดูนก ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่นชอบการทำงานภาคสนามมีแนวโน้มรู้สึกดีกับแมงมุมและสัตว์ใกล้เคียง แต่กลับมีโอกาสศึกษาสัตว์เหล่านี้น้อยกว่า ผู้เขียนจึงตั้งข้อสังเกตว่า นักวิจัยบางคนอาจไม่ทราบว่าสัตว์กลุ่มนี้สามารถศึกษาในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาตินอกห้องปฏิบัติการได้เช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์ช่วงต้นอาชีพจำนวนมากไม่ได้เป็นผู้เลือกสัตว์ที่จะศึกษาเอง ในกลุ่มผู้ที่เริ่มศึกษาสัตว์ชนิดล่าสุดระหว่างเรียนปริญญาเอกหรือก่อนหน้านั้น ประมาณ 70% ระบุว่าอาจารย์ที่ปรึกษา นายจ้าง หรือผู้ร่วมงานเคยศึกษาสัตว์ชนิดนั้นหรือเป็นผู้เสนอให้ศึกษา
ส่วนผู้ที่เริ่มศึกษาสัตว์หลังได้รับตำแหน่งงานประจำมีโอกาสเลือกหัวข้อด้วยตนเองมากกว่า โดยประมาณ 60% ระบุว่าเป็นแนวคิดของตนเอง
ผู้เขียนงานวิจัยชี้ว่า นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่านักวิจัยรุ่นต่อไปจะศึกษาสัตว์กลุ่มใด นักศึกษาที่สนใจสัตว์ซึ่งยังมีผู้ศึกษาน้อยอาจประสบปัญหาในการหาอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งเชี่ยวชาญด้านนั้น ขณะที่การศึกษาสัตว์ชนิดเดิมตลอดอาชีพของนักวิจัยก็อาจทำให้ความไม่สมดุลนี้ดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ ชื่อเสียงของสัตว์บางชนิดในฐานะสิ่งมีชีวิตต้นแบบ (Model Organism) ซึ่งหมายถึงสายพันธุ์ที่ถูกกำหนดให้เป็นหัวข้อมาตรฐานในการวิจัย ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้เขียนเสนอให้ลดการใช้สถานะดังกล่าวในงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาและวิวัฒนาการส่วนใหญ่ เพราะอาจทำให้สัตว์บางชนิดได้รับความสำคัญจากสถานะที่กำหนดขึ้น มากกว่าความจำเป็นในการทำความเข้าใจความหลากหลายของธรรมชาติ
ผู้เขียนระบุว่า สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกำลังเผชิญกับภัยคุกคามรุนแรง แต่ได้รับงบประมาณเพื่อการอนุรักษ์ไม่เพียงพอ อีกทั้งยังปรากฏอยู่ในรายการติดตามสถานภาพการอนุรักษ์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตน้อยมากทำให้การลดลงของประชากรอาจไม่ได้รับการบันทึกไว้
ช่องว่างของข้อมูลเหล่านี้อาจบดบังปัญหาด้านการอนุรักษ์ ส่งผลให้สัตว์ที่กำลังถูกคุกคามได้รับความสนใจน้อยลงไปอีก ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาที่กระจุกตัวอยู่กับสัตว์บางกลุ่มอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ครอบคลุม เพราะพฤติกรรมที่พบในสัตว์มีกระดูกสันหลังอาจไม่สามารถใช้อธิบายสัตว์ทุกกลุ่มได้
สัตว์ที่ถูกมองข้ามยังอาจมีพฤติกรรมที่สร้างความประหลาดใจ เช่น การเลี้ยงดูลูกด้วยสารอาหารคล้ายน้ำนม ซึ่งพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ยังมีรายงานพฤติกรรมลักษณะคล้ายกันใน ‘เขียดงู’ (Caecilian) ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำไม่มีขา รวมถึง แมลงสาบชนิดหนึ่งและแมงมุมกระโดดด้วย
‘โปลโล’ กล่าวว่า เราไม่รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ การค้นพบครั้งสำคัญครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตที่เรามองข้ามอยู่ในปัจจุบัน เพียงเพราะเราไม่คิดว่ามันน่ารักหรือน่าสนใจ
‘โปลโล’ และ ‘คาซูโมวิช’ เสนอให้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ที่ถูกละเลยมากขึ้น รวมถึง ส่งเสริมการจัดเรียนการสอนให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตหลากหลายกลุ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงาน ให้จัดสรรทุนสนับสนุนการจ้างงานและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสัตว์กลุ่มที่ยังได้รับความสนใจน้อย
แอปพลิเคชันอย่าง iNaturalist ซึ่งเปิดให้ประชาชนบันทึกสิ่งมีชีวิตที่พบเห็น ยังอาจช่วยให้นักวิจัยทราบได้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดบ้างที่พบได้บ่อยครั้งในพื้นที่ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนย้ำว่าการศึกษานี้เป็นการสำรวจความคิดเห็นของอาสาสมัคร ไม่ใช่การวัดความยากง่ายในการทำวิจัยโดยตรง แต่คำถามสำคัญต่อไปคือ การเปิดโอกาสให้เด็กและนักศึกษาสัมผัสสัตว์ที่ถูกมองข้ามตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การสังเกตแมลงหรือการเรียนภาคสนาม จะช่วยเปลี่ยนแนวทางการเลือกศึกษาของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งการหาคำตอบในเรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยการติดตามนักศึกษาเป็นเวลาหลายปี
ที่มา : Earth.com