รู้จัก ‘นกเขาชวา’ สัตว์เศรษฐกิจหล่อเลี้ยงจะนะ จังหวัดสงขลา

รู้จัก ‘นกเขาชวา’ สัตว์เศรษฐกิจหล่อเลี้ยงจะนะ จังหวัดสงขลา

‘นกเขาชวา’ สัตว์เศรษฐกิจที่สร้างงานและรายได้ให้คนจะนะมายาวนาน ก่อนอนาคตของชุมชนต้องเผชิญโจทย์ใหม่จากการพัฒนาอุตสาหกรรม

SHORT CUT

  • 'นกเขาชวา' มากกว่าสัตว์เลี้ยง  เป็นทั้งอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชาวจะนะ ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ ฝึกเสียง ประชันเสียง ไปจนถึงงานหัตถกรรมกรงนก
  • เสียงนกสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชน  การเลี้ยงนกเชื่อมโยงหลากหลายอาชีพ ทั้งผู้เพาะพันธุ์ พ่อค้า ช่างทำกรง อาหารและอุปกรณ์ ตลอดจนการแข่งขันและการค้ากับต่างประเทศ
  • กังวลการพัฒนาอุตสาหกรรมกระทบวิถีเดิม  เสียงรบกวน มลพิษทางอากาศ และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ อาจกระทบสุขภาพ คุณภาพเสียง การเพาะเลี้ยง และรายได้ของคนในชุมชน

‘นกเขาชวา’ สัตว์เศรษฐกิจที่สร้างงานและรายได้ให้คนจะนะมายาวนาน ก่อนอนาคตของชุมชนต้องเผชิญโจทย์ใหม่จากการพัฒนาอุตสาหกรรม

‘นกเขาชวา’ สัตว์เศรษฐกิจหล่อเลี้ยงจะนะ จังหวัดสงขลา

“กุ๊ก...กู กุ๊ก...กู”

.เสียงร้องที่นุ่มนวล กังวาน และชวนให้รู้สึกสงบเย็นใจนี้ ดังมาจากกรงนกที่แขวนอยู่ตามบ้านเรือนและฟาร์มหลายแห่งในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

เพราะที่นี่ นกเขาชวาไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้เพาะพันธุ์ คนฝึกนก พ่อค้านก ช่างทำกรง ร้านอาหารนก การแข่งขัน ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ จนเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนอยู่รอบ “เสียงนก” และหล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชนมายาวนาน

ความผูกพันระหว่างคนจะนะกับนกเขาชวาปรากฏชัดแม้กระทั่งในคำขวัญประจำอำเภอ

“นกเขาชวาเสียง สำเนียงสะกอม วัฒนธรรมหล่อหลอม ออมทรัพย์เด่นดัง”

นกตัวเล็กที่มี ‘เสียง’ เป็นเอกลักษณ์

นกเขาชวามีขนาดลำตัวประมาณ 20–23 เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลแกมเทา บริเวณหน้ามีสีเทาอมน้ำเงิน รอบดวงตามีหนังสีฟ้าอ่อนหรือสีขาวและมีขอบตาค่อนข้างกว้าง หางยาวและบริเวณปลายขนหางมีสีขาว

ด้านพฤติกรรม เป็นนกที่ค่อนข้างรักสงบ ไม่ก้าวร้าว และค่อนข้างเชื่องเมื่อคุ้นเคยกับผู้เลี้ยง แต่สิ่งที่ทำให้นกเขาชวาของจะนะโดดเด่นเป็นพิเศษคือ ‘เสียง’ โดยสำหรับผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ สามารถฟังรายละเอียดของจังหวะ น้ำเสียง ความกังวาน และความสม่ำเสมอได้ นำไปสู่การคัดเลือกสายพันธุ์ การฝึกนก และวัฒนธรรมการแข่งขันประชันเสียงนกที่สืบทอดต่อกันมา

ด้วยเหตุนี้ นกแต่ละตัวจึงมีมูลค่าแตกต่างกัน นอกจากลักษณะทางกายภาพแล้ว สายพันธุ์ คุณภาพเสียง และประวัติการแข่งขัน ล้วนสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับนกได้

ชื่อ ‘นกเขาชวา’ บอกถึงความเชื่อมโยงกับโลกมลายู–อินโดนีเซียอยู่ในตัว นกชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเกาะชวาและหมู่เกาะใกล้เคียงเป็นพื้นที่สำคัญ ก่อนที่การเลี้ยงนกและวัฒนธรรมการชื่นชมเสียงจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาค

ภาคใต้ของประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับคาบสมุทรมลายูมาอย่างยาวนาน ทั้งการเดินเรือ การค้าขาย การเดินทางของผู้คน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ชุมชนในพื้นที่ชายแดนใต้จึงมีวิถีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับโลกมลายู หนึ่งในนั้นคือวัฒนธรรมการเลี้ยงนกและการฟังเสียงนก

เมื่อเข้ามาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ การเลี้ยงนกไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ค่อย ๆ พัฒนาเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของท้องถิ่น ผู้เลี้ยงเริ่มให้ความสำคัญกับสายพันธุ์ ลักษณะเสียง และจังหวะการขัน เกิดการแลกเปลี่ยนนก การเพาะพันธุ์ และการประชันเสียงระหว่างผู้เลี้ยง จนความรู้เรื่องนกกลายเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันภายในครอบครัวและชุมชน

ในพื้นที่ อำเภอจะนะ การเลี้ยงนกเขาชวาเสียงเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายผู้เลี้ยงและการแข่งขันขยายตัว การเลี้ยงนกจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากกิจกรรมยามว่างไปสู่กิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้จริง

ความนิยมดังกล่าวยังทำให้งานฝีมืออีกประเภทหนึ่งเติบโตขึ้นมาควบคู่กัน นั่นคือ ‘การทำกรงนก’ ช่างในพื้นที่พัฒนาการเลือกไม้ไผ่ การดัดซี่กรง การประกอบ และการแกะสลักตกแต่ง จนกรงนกไม่ได้เป็นเพียงภาชนะสำหรับเลี้ยงสัตว์ แต่กลายเป็นงานหัตถกรรมที่มีคุณค่าทั้งในด้านการใช้งานและความงาม  

ความกังวล หาก ‘จะนะ’ กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม

หากวันหนึ่งจะนะมีพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการลงทุนและการจ้างงาน คือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจดั้งเดิมของชุมชน โดยเฉพาะการเลี้ยงนกเขาชวาเสียง เพราะโรงงาน เครื่องจักร การก่อสร้าง และรถบรรทุกที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ระดับเสียงในพื้นที่เปลี่ยนไป ขณะที่นกใช้เสียงในการสื่อสาร และสำหรับนกเขาชวา “เสียง” ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ผู้เลี้ยงใช้คัดเลือกและกำหนดมูลค่าของนกอีกด้วย

นอกจากเสียงแล้ว คุณภาพอากาศก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ฝุ่น ควัน ก๊าซ และสารระคายเคือง หากเกิดขึ้นในระดับสูงหรือสะสมเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพของนก ซึ่งอาจเชื่อมโยงต่อไปถึงการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ และคุณภาพการเปล่งเสียง เมื่อ “เสียงดี” สามารถเพิ่มมูลค่าให้นกได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงอาจไม่ได้กระทบเฉพาะตัวนก แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงรายได้ของผู้เพาะเลี้ยงด้วย

ที่มา greenpeace

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related