svasdssvasds

หยุดง้อน้ำมันแพง! ส่องนอร์เวย์เปลี่ยนสู่ EV เกือบ 100% ทำได้ไง?

หยุดง้อน้ำมันแพง! ส่องนอร์เวย์เปลี่ยนสู่ EV เกือบ 100% ทำได้ไง?

นอร์เวย์ปิดฉากรถน้ำมัน! ยอดขาย EV พุ่ง 98% ส่วนเบนซินเหลือแค่ 12 คันต่อเดือน เผยแผนใช้วิธีขึ้นภาษีจนคนเลิกง้อน้ำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายปี 2025

SHORT CUT

  • นอร์เวย์ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยยอดขายรถใหม่ในปี 2026 เกือบ 100% เป็นรถ EV ทำให้ยอดขายรถยนต์สันดาปเหลือเพียงน้อยนิด
  • รัฐบาลใช้กลไกด้านราคาและภาษีเป็นเครื่องมือหลัก โดยขึ้นภาษีรถยนต์น้ำมันให้มีราคาสูงมาก พร้อมกับมอบสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น การยกเว้นภาษีและให้ส่วนลดค่าทางด่วนแก่ผู้ใช้ EV
  • เมื่อเป้าหมายใกล้สำเร็จ รัฐบาลเริ่มทยอยยกเลิกมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้ตลาดกลับสู่สภาวะสมดุล ซึ่งเป็นบททดสอบความยั่งยืนในระยะต่อไป

นอร์เวย์ปิดฉากรถน้ำมัน! ยอดขาย EV พุ่ง 98% ส่วนเบนซินเหลือแค่ 12 คันต่อเดือน เผยแผนใช้วิธีขึ้นภาษีจนคนเลิกง้อน้ำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายปี 2025

ในวันที่คนไทยตื่นเช้ามาพร้อมกับความลุ้นระทึกว่า "วันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นอีกกี่สตางค์?" วิกฤตค่า น้ำมัน ในปี 2026 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบตั้งแต่ปากท้องไปจนถึงต้นทุนธุรกิจ แต่ในขณะที่เรากำลังหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ประเทศนอร์เวย์กลับกำลังโชว์ให้โลกเห็นว่า ‘โลกที่แทบไม่ต้องง้อน้ำมัน’ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

สถิติช็อกโลก ทั้งประเทศขายรถน้ำมันได้แค่ 12 คันต่อเดือน!

ย้อนกลับไปในปี 2017 นอร์เวย์เคยประกาศเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ คือการทำให้รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนทุกคันต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% ภายในปี 2025 แต่เมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงต้นปี 2026 ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยอดขายรถใหม่ในนอร์เวย์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 98% โดยรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (น้ำมันเบนซินและดีเซล) กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวทางสถิติ ที่คนแทบไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะรถยนต์เบนซินที่ทั้งประเทศขายได้เพียง 12 คันเท่านั้นในรอบหนึ่งเดือน

นอร์เวย์ทำได้อย่างไร?

ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้เกิดจากการขอความร่วมมือให้คนช่วยลดมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ ‘กลไกราคา’ บีบให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ รัฐบาลนอร์เวย์ใช้เวลามากกว่าทศวรรษในการรื้อโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด

  • บีบด้วยภาษี:  รถยนต์เบนซินและดีเซลถูกเก็บภาษีนำเข้า ภาษีมลพิษ และภาษีคาร์บอนซ้อนกันหลายชั้น จนราคาพุ่งสูงกว่าราคาจริงมหาศาล
  • เสนอสิทธิ์ที่น่าสนใจ: รัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ให้แบบจัดเต็ม ทั้งการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรถรุ่นประหยัด, ค่าทางด่วนที่ถูกกว่ารถน้ำมันหลายเท่า, สิทธิ์จอดรถฟรีในพื้นที่สาธารณะ และสิทธิ์วิ่งในเลนรถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ผลลัพธ์คือ รัฐบาลนอร์เวย์ทำให้คนรู้สึกว่า “การขับรถน้ำมันคือความลำบากและราคาแพง ส่วนการขับ EV คือความคุ้มค่าและสะดวกสบาย” จนสุดท้ายตลาดก็เปลี่ยนทิศทางไปเองโดยธรรมชาติ

บทเรียนใหม่ปี 2026: เมื่อถึงเส้นชัยแล้ว รัฐบาลจะถอยอย่างไร?

เมื่อเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสำเร็จเกือบ 100% รัฐบาลนอร์เวย์เริ่มขยับสู่เฟสถัดไปคือการ ‘ยกเลิกการอุ้ม’ เพราะการงดเว้นภาษีมหาศาลปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท เริ่มกลายเป็นภาระงบประมาณ

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 นอร์เวย์เริ่มเก็บภาษี VAT ในรถ EV รุ่นที่มีราคาสูงขึ้น และเตรียมจะตัดสิทธิประโยชน์ออกทั้งหมดภายในปี 2028 เพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลโจทย์ที่คนทั้งโลกกำลังจับตาดูคือ ถ้าไม่มีเงินอุดหนุนแล้ว คนจะยังซื้อ EV ต่อไหม? หรือจะเกิดอาการ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ กลับไปหารถน้ำมันมือสองที่ราคาถูกกว่า นี่คือบททดสอบความยั่งยืนที่นอร์เวย์กำลังโชว์ให้เราดูเป็นตัวอย่าง

ย้อนมองประเทศไทย: เราจะ ‘หยุดง้อน้ำมัน’ ได้เหมือนเขาไหม?

หากตัดภาพมาที่ประเทศไทยในปี 2026 สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้คนไทยเปิดใจให้ EV เร็วกว่าที่คาด ปัจจุบันเราเริ่มเห็นโครงการอย่าง EV 3.5 ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนราคาให้ถูกลง รวมถึงค่ายรถยนต์จากทั่วโลกที่แห่มาตั้งฐานผลิตในไทย แต่ความท้าทายของเราต่างจากนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิง

  • ไฟฟ้ายังไม่สะอาด 100% นอร์เวย์ผลิตไฟจากน้ำตก (พลังงานน้ำ) แต่ไทยยังพึ่งพาก๊าซและถ่านหิน ถ้าเราใช้ EV เยอะขึ้น แต่ต้นทางยังเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เราก็แค่ย้ายที่ปล่อยมลพิษเท่านั้น
  • วิกฤตค่าน้ำมันคือตัวเร่ง ในขณะที่นอร์เวย์ใช้ภาษีบีบ แต่ไทยเรากำลังถูกราคาตลาดโลกบีบโดยตรง 
  • โครงสร้างพื้นฐาน นอร์เวย์มีที่ชาร์จทุกหัวมุมถนน แต่ไทยเรายังต้องเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อลดความกังวลในการเดินทางไกล
  • การปรับตัวของอุตสาหกรรม ไทยคือครัวของโลกในด้านการผลิตชิ้นส่วนรถน้ำมัน การเปลี่ยนผ่านจึงต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบแรงงานจำนวนมากเหมือนที่นอร์เวย์ซึ่งเน้นการนำเข้าเป็นหลักทำได้ง่ายกว่า

บทสรุป ไทยจะทำได้ไหม?

นอร์เวย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องเปลี่ยนประเทศได้จริง สำหรับประเทศไทยในวันที่น้ำมันแพงหูฉี่แบบนี้ การขยับไปสู่ EV อาจไม่ใช่แค่เรื่องตามเทรนด์ แต่คือทางรอดของคนทำงานที่ต้องแบกรับค่าเดินทาง

หากรัฐบาลไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับหมู่บ้านเหมือนที่นอร์เวย์ทำสำเร็จ เราอาจจะไม่ต้องรอให้ถึงปี 2035 เพื่อจะเห็นถนนที่ไร้ควันดำ แต่อาจจะทำได้เร็วกว่านั้น ถ้าเราเริ่มปรับให้ความคุ้มค่าตกไปอยู่ที่มือประชาชนจริงๆ เหมือนนอร์เวย์

ที่มา: futura และ thedriven

related