
ชวนตรวจการบ้านผลงาน 4 ปี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ความฝันเมืองสีเขียว เกิดขึ้นจริง หรือยังไม่ถูกจริตคนเมือง และนี่คือเป้าหมายต่อไป หากได้ทำงานต่อสมัยที่ 2
นับตั้งแต่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากชาวกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2565 จนถึงปี พ.ศ. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และทีมงาน ได้พยายามเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่าง กทม. จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ทำตามหน้าที่ส่วนกลาง (Operation) มาสู่การเป็น ‘ผู้บริหารจัดการเมือง’ (Manager) โดยพยายามนำข้อมูล (Data) และนวัตกรรมเชิงนโยบายเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายชัชชาติได้ตัดสินใจประกาศลาออกก่อนครบวาระเล็กน้อย เพื่อเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. สมัยที่ 2 ภายใต้แคมเปญ 'กรุงเทพฯ ทำงาน' เพื่อสานต่อพิมพ์เขียว Bangkok 2030 ที่วางไว้
ก่อนที่ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น คอลัมน์ Keep The World ของ SPRiNG ได้มีโอกาสร่วมฟังการสรุปผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของทีมชัชชาติ ในมิติการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ ในฐานะ Chief Sustainability Officer (CSO) หรือผู้บริหารด้านความยั่งยืนคนแรกของ กทม. เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เราจึงขอสรุปผลงานออกมาเป็น 3 ด้านสำคัญ เพื่อตรวจการบ้านว่านโยบายสิ่งแวดล้อมที่เคยหาเสียงไว้นั้น ทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน
ผลงานที่จับต้องได้ที่สุดและมีตัวเลขสถิติชี้วัดชัดเจน คือการปรับปรุงระบบบริหารจัดการขยะจนสามารถ ประหยัดงบประมาณได้กว่า 973 ล้านบาทต่อปี ผ่านนโยบาย ‘ไม่เทรวม’ ซึ่งข้อมูลจาก กทม. ระบุว่าสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบลงได้ถึง 1,326 ตันต่อวัน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19
กทม. ปรับวิธีรับมือฝุ่นจากเดิมที่มักถูกวิจารณ์เรื่องการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการฉีดพ่นน้ำขึ้นฟ้า เปลี่ยนมาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘ทีมนักสืบฝุ่น’ เข้ามาวิเคราะห์โครงสร้างปัญหา
นโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายใต้แนวคิด ‘สวน 15 นาที’ ตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้ในระยะเดิน 800 เมตร ปัจจุบันมีการเพิ่มสวนชุมชนขนาดเล็กกระจายไปแล้วเกือบ 500 แห่ง และมียอดการปลูกต้นไม้สะสมตามนโยบายทะลุเป้า 1 ล้านต้นไปเรียบร้อยแล้ว
หากได้รับโอกาสกลับเข้ามาทำงานต่อในสมัยที่ 2 นายพรพรหมเผยว่า แผนงานของทีมชัชชาติจะเปลี่ยนผ่านจากการขอความร่วมมือและเก็บข้อมูล ไปสู่ "การบังคับใช้กฎหมายและนวัตกรรมขั้นสูง" โดยแบ่งเป็น 5 เสาหลักโครงสร้างใหม่ ดังนี้:
หากวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของทีมชัชชาติ ถือว่าสอบผ่านในแง่ของ ‘การตั้งต้นวางระบบเมืองด้วยข้อมูลและวิทยาศาสตร์’ มีตัวเลขงบประมาณที่เซฟได้และปริมาณขยะที่ลดลงเป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้จริง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการยกระดับโครงสร้างสิ่งแวดล้อมของเมือง
แต่แผนงานในอนาคตที่ทีมงานตั้งเป้าไว้ในสมัยที่ 2 ถือเป็น 'ของจริง' ที่ท้าทายกว่าเดิมมาก เพราะการเปลี่ยนผ่านจากการขอความร่วมมือ ไปสู่ ‘การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการลงโทษ’ จะต้องเผชิญแรงเสียดทานอย่างรุนแรงจากทั้งภาคประชาชนที่ยังไม่พร้อม และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
สุดท้ายแล้ว พิมพ์เขียว 'กรุงเทพฯ เมืองสีเขียวปี 2030' จะสำเร็จตามที่หาเสียงไว้ หรือเป็นเพียงนโยบายบนหน้ากระดาษ ผลงานที่ผ่านมาและแผนงานต่อจากนี้ คือสิ่งที่ประชาชนชาวกรุงต้องนำไปพิจารณาชั่งน้ำหนักร่วมกันในคูหาเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้!