
SHORT CUT
วันนี้ 16 เมษายน 2569 เปิดทำงานวันแรก! หลังหยุดยาวสงกรานต์ ใครยังคิดถึงบ้าน มีวิธีจัดการตัวเองยังไง อันดับแรกให้คิดถึงหนี้-อนาคตข้างหน้า
ภาพรอยยิ้มของคุณพ่อคุณแม่ตอนส่งเราขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ ยังคงติดตาอยู่เลยนี่คือภาพที่อยู่ให้หัวของใครหลายคน และเป็นเสียงสะท้อนจากคนทำงานในเช้าวันเปิดระบบวันแรก หลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ กลิ่นอายความอบอุ่นจากการล้อมวงกินข้าวกับครอบครัวที่ต่างจังหวัด และความสบายใจที่ได้พักผ่อนในบ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย ยังคงเป็นพลังงานที่ทำให้การก้าวเท้ากลับเข้าสู่ออฟฟิศเช้านี้... เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
หลายคนบอกกับเราว่า ‘ตัวกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว แต่หัวใจยังวางทิ้งไว้ที่บ้านเกิด’ บางคนถึงกับนิยามเช้านี้ว่าเป็นสภาวะ "หมดไฟ" ตั้งแต่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เพราะความสุขที่ได้รับจากอ้อมกอดของครอบครัวมันช่างล้ำค่า จนหลายคนยังปรับโหมดกลับมาเจอความวุ่นวายและหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ทัน สำหรับความรู้สึกที่ยังค้างคาในใจ
วันนี้จะพาไปสำรวจหัวใจของคนทำงานในเช้าวันเปิดเทอมใหญ่ของวัยทำงานแบบนี้ครับว่า เพื่อนร่วมชะตากรรมในเช้าปี 2569 เขามีวิธีจัดการกับความ "คิดถึงบ้าน" อย่างไรให้กลายเป็น "แรงผลักดัน" ในการทำงานสู้ต่อเพื่อคนที่รออยู่ข้างหลัง"เพราะการกลับบ้านคือการเติมพลังใจ แต่ถ้ากลับมาแล้วใจยังไม่ยอมทำงาน เราจะบาลานซ์ความรู้สึกนี้อย่างไร?" ติดตามได้ในสกุ๊ปพิเศษ "เปิดงานวันแรก... ใจยังติดอยู่ที่บ้านเกิด"
กรมประชาสัมพันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ "5 เทคนิค ดูแลหัวใจหลังสงกรานต์" เพื่อให้พี่น้องชาวไทยกลับมาลุยงานกันได้อย่างเต็มพลังอีกครั้ง มีอะไรบ้างเราไปเจาะลึกกันครับ
1. อย่าโหมงานหนักทันที
ในช่วงแรกที่กลับมาทำงาน แนะนำให้ เลือกทำสิ่งที่ง่ายและใช้พลังงานน้อยก่อน เพื่อให้สมองค่อยๆ ปรับตัวจากการพักผ่อนเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างราบรื่น ไม่เคร่งเครียดจนเกินไปตั้งแต่วันแรกครับ
2. นัดหมายความสนุกครั้งต่อไป
การมี "เป้าหมายความสุข" รออยู่ข้างหน้าจะช่วยลดความเหงาได้ดี ลองมองหาปฏิทินแล้วจดบันทึกทริปหรือกิจกรรมสนุกๆ ครั้งต่อไปไว้ จะช่วยให้ใจมีฟูและมีแรงกระตุ้นในการทำงานมากขึ้น
3. เก็บความทรงจำลงไดอารี่หรือโซเชียลมีเดีย
การเขียนบันทึกถึงเหตุการณ์ที่ประทับใจในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการระบายความสุขผ่านตัวอักษรหรือการแชร์รูปภาพลงโซเชียล จะช่วยรักษาความรู้สึกดีๆ นั้นไว้ให้คงอยู่ และทำให้จิตใจเบิกบานครับ
4. เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัว
ลองสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับตัวเองดูบ้าง เช่น เปลี่ยนภาพหน้าจอโทรศัพท์ เป็นรูปใหม่ๆ จัดมุมโต๊ะทำงานใหม่ เพิ่มต้นไม้หรือของตกแต่งเล็กๆ การขยับขยายเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวจะช่วยกระตุ้นพลังงานบวกและลดความจำเจได้
5. ฟังเพลงหรือพอดแคสต์ที่สร้างพลัง
ข้อนี้สำคัญมากครับ หลีกเลี่ยงเพลงเศร้าในช่วงนี้ แล้วหันมาเลือกฟังเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน หรือพอดแคสต์ที่ให้แรงบันดาลใจและพลังบวก เพื่อปรับจูนคลื่นความรู้สึกให้สดใสพร้อมรับวันใหม่
ปี 2569 ภาพของแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจผันผวนไม่ได้สะท้อนแค่คำว่า “หมดไฟ” แต่กำลังเผยให้เห็นความจริงที่หนักหน่วงยิ่งกว่า—การทำงานที่ไม่อาจหยุดได้ แม้ใจจะอยากพักเพียงใดก็ตาม เสียงสะท้อนจากคนทำงานจำนวนมากชี้ตรงกันว่า พวกเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อไล่ตามความฝันอีกต่อไป หากแต่ตื่นขึ้นมาเพื่อ “ประคองชีวิต” ให้ผ่านไปในแต่ละเดือน ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และรายได้ที่แทบไม่ขยับตาม
ข้อมูลหนี้ครัวเรือนในไทยในปี 2569 พบว่า พุ่งแตะระดับประมาณ 16.3–16.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 86–87% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากกำลังดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ภาระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้เพื่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบชัดเจน
แนวโน้มที่น่ากังวลคือ แม้การปล่อยสินเชื่อในระบบจะเริ่มเข้มงวดขึ้น แต่ภาระหนี้ไม่ได้ลดลงตาม หลายครัวเรือนกลับหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ สหกรณ์ หรือแหล่งเงินกู้อื่น ๆ เพื่อประคองสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ปัญหาหนี้ไม่ได้หายไป แต่เพียงเปลี่ยนรูปแบบและกระจายตัวไปในจุดที่ยากต่อการควบคุมมากขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนยังเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ กลายเป็นแรงกดดันซ้ำซ้อนที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนทำงานอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง ภาระหนี้จำนวนมากยังเป็นหนี้ระยะยาว โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ ซึ่งผูกพันกับชีวิตของผู้กู้เป็นสิบปี ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในวงจร “หาเงิน–ใช้หนี้–เริ่มใหม่” อย่างไม่รู้จบ ความฝันเรื่องการออม การลงทุน หรือการยกระดับคุณภาพชีวิตจึงถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเหนื่อยล้าและความรู้สึกหมดไฟ สิ่งที่ยังคงเป็นแรงผลักสำคัญให้คนทำงานเดินหน้าต่อ คือ “ครอบครัว” ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ต้องดูแล ลูกที่ต้องส่งเสีย หรือบ้านที่ยังผ่อนไม่หมด ความรับผิดชอบเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกอดทน มากกว่าจะหยุดพัก
ภาพรวมของแรงงานไทยในปี 2569 จึงสะท้อนสังคมที่คนจำนวนมากไม่ได้มีทางเลือกมากนักในการหยุดหรือเปลี่ยนเส้นทางชีวิต การทำงานไม่ใช่เพียงเรื่องของความก้าวหน้าอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “การอยู่รอด” ในระบบเศรษฐกิจที่ภาระหนี้ยังคงกดทับ และในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ทำให้ใครหลายคนยังคงลุกขึ้นไปทำงานในทุกเช้า อาจไม่ใช่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นยอดหนี้ที่ยังรอการชำระ และอนาคตของคนข้างหลังที่พวกเขาไม่อาจปล่อยมือได้