
SHORT CUT
ทำไมคนไม่อยากเปียกน้ำ ไม่อยากออกจากบ้าน ถึงยอมเล่นน้ำสงกรานต์ ? อะไรที่ทำให้เรายอมโอนอ่อนตามเทศกาล ทั้งที่ลึกๆไม่ชอบ แต่ก็สุดจะต้านทาน
"เมื่อต่อต้านไม่ได้ ก็เข้าร่วมมันซะเลย"
หรือที่มีวลีภาษาอังกฤษกล่าวไว้ความหมายใกล้ๆกันว่า "If you can't fight them, join them." ประโยคนี้คือคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับปรากฏการณ์ของคนจำนวนหนึ่งที่ไม่อยากเล่นน้ำ แต่สุดท้ายก็ได้ 'ไหล' ตามน้ำ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์
มีหลายคนที่ไม่ได้อยากเล่นน้ำสงกรานต์ ไม่ชอบความเฉอะแฉะ เปียก ชื้น อับ หรือตั้งใจแน่วแน่ว่าจะขอรอดพ้นจากเทศกาลสงกรานต์แบบตัวแห้งสนิท...(แห้งยิ่งกว่าปลาสลิดบางบ่อ ซะอีกเอ้า) แต่สุดท้ายก็มีเหตุปัจจัยให้เล่นน้ำไปโดยปริยายด้วยเหตุผลต่างๆ นานา สำหรับคนที่ใจไม่หนักแน่นพอในการตั้งปณิธานว่าจะไม่เล่นน้ำ ยกตัวอย่างเช่น บางคนแค่ออกไปซื้อกาแฟหน้าปากซอยแต่กลับโดนสาดโครมใหญ่จนเปียกโชกหมดสภาพ
หรือบางคนแค่ตั้งใจจะไปยืนเฝ้ากลุ่มเพื่อนที่กำลังปาร์ตี้กันอย่างเมามัน แต่พอเจอจังหวะเพลงสนุกๆ และบรรยากาศที่ทุกคนรอบตัวกำลังสาดน้ำใส่กัน
สุดท้ายก็ทนไม่ไหว "เขื่อน" ที่กันไว้ก็แตกทันที ...ต้องเข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลนี้ ทั้งที่ตอนแรก ในใจลึกๆต่อต้านด้วยซ้ำ
ในมุมมองของพฤติกรรมศาสตร์ การกระทำที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งในตัวเองนี้มีทฤษฎีทางจิตวิทยามารองรับอย่างชัดเจน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตของกลไกทางสังคมและการทำงานของสมอง
ประการแรกคือ "การคล้อยตามสังคมและแรงกดดันจากกลุ่ม" (Social Conformity & Peer Pressure) มนุษย์มีสัญชาตญาณในการหลีกเลี่ยงความแปลกแยก
เมื่อทุกคนในพื้นที่กำลังสนุกสนาน การยืนหน้าบูดมุ่ยอยู่คนเดียวจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ผนวกกับภาวะ FOMO (Fear Of Missing Out) หรือความกลัวที่จะพลาดโมเมนต์สำคัญกับเพื่อนฝูง
กล่าวคือ ถ้าเพื่อนเราเล่นน้ำ เราเอาด้วย ทั้งที่ใจเราเองก็ไม่ได้อยากเล่นน้ำสงกรานต์สักเท่าไร ทำให้หลายคนยอมทิ้งความตั้งใจเดิมเพื่อรักษาความเชื่อมโยงทางสังคมเอาไว้
ประการที่สองคือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "What-the-Hell Effect" เมื่อกฎระเบียบที่ตั้งไว้ให้ตัวเองพังทลายลง เช่น คุณพยายามหลบน้ำแทบตายแต่สุดท้ายก็เปียกจนได้ สมองจะละทิ้งการควบคุมตัวเองทันที และเปลี่ยนโหมดความคิดเป็น "ไหนๆ ก็เปียกแล้ว ช่างมันเถอะ เล่นให้สุดไปเลยดีกว่า"
กำแพงความกังวลทั้งหมดจึงถูกทำลายลงในเสี้ยววินาที
ทฤษฎีจิตวิทยาเหล่านี้ ช่วยอธิบายกลไกการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเราได้เป็นอย่างดี เพราะในใจลึกๆ หลายๆคนไม่ได้ชอบเล่นน้ำสงกรานต์เลย ไม่ได้ชอบไปในที่คนเยอะๆเลย แต่ไม่ได้เป็นข้ออ้างที่เราจะสามารถสาดน้ำใส่ใครก็ได้ตามใจชอบ
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมคือ เราต้องเคารพคนอื่นๆ หากมีผู้ที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าไม่ต้องการเล่นน้ำ ผู้ที่กำลังเดินทาง หรือผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ การเข้าไปบังคับสาดน้ำถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
แล้วปีหน้า , คุณจะเก็บตัวอยู่กับบ้าน , ออกไปเล่นน้ำ หรือ ใช้เวรใช้กรรม ทำงานหาเงินกันต่อไป ?
ที่มา : psychologytoday psychology simplypsychology thansettakij
ข่าวที่เกี่ยวข้อง