ทำไม The Odyssey ถึงเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ทำไม The Odyssey ถึงเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ภายใต้หลุมดำและไซไฟล้ำยุค ทำไมแก่นแท้ในหนัง 'โนแลน' ถึงเป็นแค่ 'การกลับบ้าน'? ถอดรหัสความลับที่เชื่อมโยงกับมหากาพย์ The Odyssey เมื่อศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่ระยะทาง... แต่คือเวลา!

ในการกลับมาของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ทุกครั้ง สิ่งที่คนดูตั้งตารอคอยไม่ใช่แค่ความตื่นตาตื่นใจของงานภาพระดับมหึมา ทฤษฎีฟิสิกส์หลุดโลก หรือโครงสร้างเวลาอันซับซ้อนราวกับเขาวงกต แต่ถ้าเราลองกะเทาะเปลือกความล้ำยุคเหล่านั้นออกจนหมด สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของหัวใจเรื่องเล่ากลับมีความเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด

สิ่งที่โนแลน เล่าผ่านงานภาพยนต์ของเขามาโดยตลอด นั่นคือการเดินทางอันยาวนานของตัวละครที่พยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อ ‘กลับบ้าน’

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมหนังแทบทุกเรื่องของโนแลนถึงมีธีมหลักเรื่องนี้ซ่อนอยู่ และภาพยนต์ล่าสุดอย่าง The Odyssey หากาพย์กรีกโบราณอายุ 2,700 ปี ที่เรียกว่าเป็นจุดหมายปลายทางของโนแลนตลอดเส้นทางสายภาพยนต์ของเขา

 

 

‘บ้าน’ ไม่เคยเป็นแค่สถานที่

ในภาพยนต์ของโนแลน บ้านไม่เคยเป็นแค่สิ่งปลูกสร้าง สี่เหลี่ยมอิฐปูน หรือพิกัดบนแผนที่ แต่มันคือตัวแทนของตัวตนเดิมที่สูญหายไปและการพยายามกอบกู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่

Inception จิตสำนึกฝันซ้อนฝัน : ตัวละครอย่างคอบบ์ ยอมเสี่ยงชีวิตดำดิ่งลงไปในความฝันหลายชั้น เพียงเพื่อเป้าหมายเดียวคือการได้กลับไปเห็นใบหน้า ของลูกๆ ที่ตลอดทั้งเรื่องเขาเห็นเพียงแค่แผ่นหลัง สำหรับคอบบ์ บ้านของเขาคือการหลุดพ้นจากความรู้สึกผิดและบาปในอดีต

Interstellar ทะยานข้ามจักรวาล : คูเปอร์ ตัดสินใจเดินทางข้ามกาแล็กซีและหลุมดำอันมืดมิด โดยมีคำสัญญา ที่ให้ไว้กับลูกสาวเป็นเข็มทิศนำทางเพียงสิ่งเดียว

Dunkirk ปฏิบัติการถอนกำลัง : หารอังกฤษนับแสนนายบนชายหาด มองเห็นชายฝั่งบ้านเกิดอยู่ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อม แต่กลับข้ามทะเลไปไม่ได้ บ้านในเรื่องนี้คือความรอดและเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย

The Dark Knight Rises อัศวินรัตติกาล : รูซ เวย์น ที่ถูกขังอยู่ในบ่อคุมขังใต้ดิน ต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังและปีนกลับขึ้นมาอย่างยากลำบาก เพื่อทวงคืนทั้งร่างกาย จิตวิญญาณ และเมืองของตัวเอง

 

ศรัตรูตัวจริงคือเวลา ไม่ใช่ระยะทาง

ในมหากาพย์การเดินทางของโอดิสซุส วีรบุรุษหนีหายไปจากบ้านเกิดนานถึง 20 ปีเต็ม เขาต้องใช้ชีวิตในสงครามเป็นเวลา 10 ปี และต้องระหกระเหินหาทางกลับบ้านอยู่กลางทะเลอีกรับ 10 ปี ตัวเลข 20 ปีนี้เป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่พรากเขาไปจากครอบครัว ไม่ใช่อสูรกายตัวใหญ่ หรือความกว้างของท้องทะเล แต่คือ ‘เวลา’ ที่ค่อยๆ กัดกินและเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาพยายามกลับไปหาอย่างภรรยาและลูกชาย

ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk คือผลงานที่แสดงให้เห็นแก่นแท้ของธีม ‘การกลับบ้าน’ ออกมาได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด โนแลนตัดทอนองค์ประกอบที่ซับซ้อนทิ้งไป ไม่มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ มีเพียงทหารที่บอบช้ำและต้องการกลับบ้าน ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 33 กิโลเมตร สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส

ชายหาดแห่งนี้ถูกนำเสนอในฐานะกับดักที่สมบูรณ์แบบ ด้านหลังคือศัตรู ด้านหน้าคือทะเล และด้านบนคือระเบิด โนแลนเล่าเรื่องผ่านเวลา 3 ระดับ คือท่าเรือ 1 สัปดาห์, ทะเล 1 วัน, อากาศ 1 ชั่วโมง พร้อมเสียงดนตรีที่บีบคั้นเหมือนนาฬิกาที่เดินหน้าไม่หยุด

ในขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ยังพลิกนิยามของ ‘ผู้กล้า’ เพราะคนที่มาช่วยพากลับบ้านไม่ใช่กองทัพ แต่คือพลเรือนที่ขับเรือส่วนตัวข้ามช่องแคบมาเอง สะท้อนว่า บ้านไม่ได้แค่รอให้เรากลับไป แต่บ้านพร้อมที่จะออกเดินทางมารับเรา

สำหรับ INTERSTELLAR แล้ว บ้านคือสิ่งพยายามดิ้นรนกลับไป ยิ่งสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปมากขึ้นเท่านั้น

ฉากที่ทรงพลังที่สุดคงหนีไม่พ้นตอนที่คูเปอร์กลับขึ้นยาน หลังจากลงไปทำภารกิจบนดาวเคราะห์ที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาลเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับพบว่าเวลาบนยานผ่านไปแล้วถึง 23 ปี เขานั่งดูวิดีโอข้อความที่ลูกๆ ส่งมาสะสมไว้ตลอดสองทศวรรษในรวดเดียว

นี่คือกับดักแห่งเวลาในสไตล์โนแลน ทุกปีที่สูญเสียไปกลางอวกาศ คือหนึ่งปีที่คนข้างหลังต้องทนทุกข์ ทั้งคูเปอร์และโอดิสซุสต่างกำลัง ‘เวลา’ ไม่ใช่ผู้ร้าย

กับดักที่อันตรายที่สุด คือความสบายที่ทำให้ลืมตัวตน

จุดสำคัญในมหากาพย์ต้นฉบับคือ ศัตรูที่เกือบจะทำลายความตั้งใจของโอดิสซุสได้สำเร็จ ไม่ใช่ยักษ์ตาเดียวหรือเสียงเพลงมรณะ แต่คือพรายน้ำที่เสนอ ความเป็นอมตะและความเยาว์วัยนิรันดร์ ให้เขาบนเกาะ นานถึง 7 ปี เขาไม่ได้ถูกล่ามโซ่ด้วยตรวน แต่ถูกจองจำด้วยความสุขสบาย เกาะนั้นไม่ได้ขู่เขาด้วยความตาย แต่ขู่ด้วย ‘การหลงลืม’ หากเขายอมรับข้อเสนอ เขาจะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ตัวตนเดิมและครอบครัวจะสูญหายไปตลอดกาล คล้ายกับแนวคิดเดียวกับมิติแห่งความฝันที่เวลาหยุดนิ่งใน Inception ที่มอบพื้นที่ให้สร้างโลกในอุดมคติและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ ‘ความจริง’

 

ตัวละครของโนแลนคือ ‘นักโกหก’

ในตำนานกรีก โอดิสซุสได้รับการขนานนามว่าเป็นชายผู้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เขาเอาตัวรอดด้วยการพลิกแพลงและหลอกลวงสถานการณ์ ไม่ใช่นักรบที่ใช้กำลังเข้าแลกเพียงอย่างเดียว ตัวละครเอกของโนแลนก็มีลักษณะนี้ร่วมกัน พวกเขาต้องหลอกลวงบางสิ่งเพื่อแลกกับการได้กลับไปสู่จุดมุ่งหมาย เช่น

  • คอบบ์ (Inception): ต้องปลูกฝังความคิดในหัวคนอื่น เพื่อซื้อตั๋วกลับบ้าน
  • เลอนาร์ด (Memento): โกหกตัวเองอย่างเป็นระบบผ่านรอยสัก เพื่อให้ชีวิตมีเป้าหมาย
  • บรูซ เวย์น (The Dark Knight Trilogy): สวมหน้ากากสร้างตัวตนจอมปลอมเพื่อกอบกู้เมือง

โนแลนไม่ได้สนใจแค่วิธีการกลับบ้าน แต่มันคือการตั้งคำถามว่า มนุษย์เราต้องแลกด้วยการบิดเบือนตัวตนขนาดไหน เพื่อจะได้กลับไปสู่จุดที่เรียกว่าบ้านต่างหาก

 

ปริญญาวรรณคดี กับ ชมรมภาพยนตร์

มีบทความวิเคราะห์หลายชิ้นสรุปว่าโนแลนหมกมุ่นกับธีมมหากาพย์เหล่านี้เพราะเขาเรียนจบด้านวรรณคดีอังกฤษจากมหาวิทยาลัยในลอนดอน (UCL)

แต่นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว โนแลนตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่เรียนสาขาภาพยนตร์โดยตรงตามคำแนะนำของพ่อที่บอกให้เรียนอย่างอื่นเพื่อให้มีมุมมองที่ต่างออกไป

แต่เหตุผลหลักที่เขาเลือกเข้าเรียนที่นั่นจริงๆ คือการมีห้องตัดต่อ Steenbeck และอุปกรณ์กล้องฟิล์ม 16 มม. ให้ใช้ต่างหาก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารชมรมภาพยนตร์ หาทุนฉายหนังฟิล์ม 35 มม. และนำกำไรไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นของตัวเอง วรรณคดีอาจเป็นคลังความรู้ แต่ "ชมรมภาพยนตร์" คือสถานที่ที่เขาสร้างรากฐานตัวตนในฐานะผู้กำกับอย่างแท้จริง ความหลงใหลในวรรณคดีชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะอันที่จริงแล้ว โนแลนมีความฝันและซ่อนความตั้งใจที่จะหยิบยกเอาเรื่องราวของ The Odyssey มาดัดแปลงหรือถ่ายทอดในแบบของตัวเองมาอย่างยาวนานนานแล้ว มันคือหมุดหมายในใจที่เขาเก็บงำและสะสมวัตถุดิบทางความคิดมาตลอดชีวิตการทำงาน จนกระทั่งทุกองค์ประกอบ

.

ตลอดระยะเวลา 25 ปีในวงการภาพยนตร์ การกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าของ คริสโตเฟอร์ โนแลน คือการใช้เวลาสำรวจและเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่พยายามดิ้นรนหาทาง "กลับบ้าน" ในหลากหลายรูปแบบ จนในที่สุดงานของเขาก็เดินทางมาบรรจบกับภาพสะท้อนของมหากาพย์โบราณอย่างสมบูรณ์แบบ

 

 

 

related