เจาะลึกกลยุทธ์ ‘PUMA’ ทวงบัลลังก์แบรนด์วิ่งและฟิตเนสระดับโลก

เจาะลึกกลยุทธ์ ‘PUMA’ ทวงบัลลังก์แบรนด์วิ่งและฟิตเนสระดับโลก

'PUMA' ปรับโฉมครั้งใหญ่ จากสปอร์ตแฟชั่นไลฟ์สไตล์ สู่แบรนด์รองเท้าวิ่งและอุปกรณ์กีฬาเพื่อประสิทธิภาพ ชูกลยุทธ์การตลาดเน้นดึงอารมณ์ร่วม

SHORT CUT

  • PUMA ดึงภาพลักษณ์เรื่องสมาธิและความแข็งแกร่งของจิตใจมาใช้ โดยให้พระสงฆ์ทิเบตสวมรองเท้าวิ่งรุ่น Deviate Pure NITRO เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือในกลุ่มนักวิ่งเฉพาะทาง และท้าชนคู่แข่งสำคัญอย่าง ASICS ในการแย่งชิงพื้นที่ในใจนักวิ่งตัวจริง
  • แบรนด์ PUMA ยังได้จับมือเป็นพันธมิตรระยะยาวกับการแข่งขัน 'HYROX' ที่กำลังเป็นไวรัล พร้อมลงทุนออกแบบรองเท้าและเสื้อผ้าที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะ (เช่น คาร์บอนและการยึดเกาะ) เพื่อตอบโจทย์ทั้งการวิ่งและยกน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการใช้ครีเอเตอร์เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่เน้นความสมจริง
  • PUMA ฉีกกฎโฆษณาเดิมๆ ที่มักใช้นักกีฬาระดับโลก เปลี่ยนมาเล่าเรื่องราวของนักวิ่งทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนวิ่งตอนเช้าหรือคุณแม่มือใหม่ เพื่อเชื่อมโยงอารมณ์ร่วมในการตามล่าหา ‘Runner’s High’ โดยสื่อสารว่ากีฬาคือการค้นพบตัวเอง ความกล้าหาญ และความสนุกสนาน ไม่ใช่แค่การทำลายสถิติ

'PUMA' ปรับโฉมครั้งใหญ่ จากสปอร์ตแฟชั่นไลฟ์สไตล์ สู่แบรนด์รองเท้าวิ่งและอุปกรณ์กีฬาเพื่อประสิทธิภาพ ชูกลยุทธ์การตลาดเน้นดึงอารมณ์ร่วม

ในช่วงที่ผ่านมา ‘PUMA’ กำลังปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ทั่วโลก จากการเป็นแบรนด์สปอร์ตแฟชั่นไลฟ์สไตล์ สู่การเป็นแบรนด์รองเท้าวิ่งและอุปกรณ์กีฬาเพื่อประสิทธิภาพ (Performance Sports) อย่างจริงจัง โดยใช้กลยุทธ์การตลาดที่ผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น คอมมูนิตี้ฟิตเนส และการดึงอารมณ์ร่วมของผู้คนออกมา

CREDIT : pumaindia

แคมเปญ ‘Meditation in Motion’ เมื่อพระสงฆ์ทิเบตสวมรองเท้าวิ่ง PUMA

ที่ ‘ประเทศอินเดีย’ PUMA ได้เปิดตัวแคมเปญที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก โดยนำพระสงฆ์ 40 รูปจากอารามทิกซีย์ (Thiksey Monastery) ในภูมิภาคลาดักห์ มาสวมรองเท้าวิ่งรุ่น ‘Deviate Pure NITRO’ โดยแคมเปญนี้มีชื่อว่า ‘Meditation in Motion’ หรือ ‘สมาธิในขณะเคลื่อนไหว’

CREDIT : pumaindia

โดยปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังก็คือ การที่ PUMA เชื่อมโยง ‘การวิ่งมาราธอน’ เข้ากับ ‘การทำสมาธิ’ เพราะทั้งสองสิ่งนี้ต้องการการโฟกัส วินัย และการอยู่กับปัจจุบัน แคมเปญนี้จัดทำขึ้นเพื่อต้อนรับงาน ‘ลาดักห์มาราธอน’ (Ladakh Marathon) ซึ่งจัดบนพื้นที่ที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สูงกว่าเบสแคมป์ของเอเวอเรสต์ ซึ่งผู้ที่วิ่งในระดับความสูงขนาดนี้ได้ ‘จิตใจ’ ต้องแข็งแกร่งพอๆ กับ ‘ร่างกาย’

CREDIT : pumaindia

ส่วนเป้าหมายทางธุรกิจก็คือก็คือ PUMA ต้องการแย่งชิงพื้นที่ในใจนักวิ่งตัวจริงจาก ‘ASICS’ คู่แข่งสำคัญที่ครอบครองภาพลักษณ์เรื่อง ‘จิตใจที่แจ่มใสในร่างกายที่สมบูรณ์’ มาอย่างยาวนาน แม้ในอินเดีย PUMA จะมียอดขายโดยรวมเยอะกว่า ASICS มาก แต่ในตลาด ‘รองเท้าวิ่งเฉพาะทาง’ ASICS ยังคงได้รับความน่าเชื่อถือสูงกว่า

PUMA จึงใช้ความสงบนิ่งและจิตวิญญาณของพระสงฆ์ มาช่วยยกระดับความขลังและความน่าเชื่อถือให้กับรองเท้าวิ่งของแบรนด์นั่นเอง

CREDIT : pumaindia

เกาะกระแสฟิตเนสที่กำลังไวรัล ด้วยพันธมิตรระดับโลกอย่าง ‘HYROX’

นอกจากวงการวิ่งแล้ว PUMA ยังมองเห็นเทรนด์การ ‘ออกกำลังกายแบบไฮบริด’ ที่กำลังเติบโต จึงได้จับมือเป็นพันธมิตรระดับโลกกับ ‘HYROX’ ซึ่งเป็นการแข่งขันฟิตเนสแบบผสมผสานระหว่างการวิ่งและการออกกำลังกายแบบ Functional ไปจนถึงปี 2027

CREDIT : pumathailand

สิ่งสำคัญก็คือ PUMA ให้ความสำคัญกับการเติบโตไปพร้อมกับคอมมูนิตี้ ซึ่ง PUMA สนับสนุน HYROX มาตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกในปี 2018 ตอนที่ยังมีคนแข่งแค่ 600 คน จนปัจจุบัน HYROX กลายเป็นไวรัลใน TikTok มียอดวิวกว่า 62 ล้านวิว และมีผู้เข้าร่วมกว่า 175,000 คนทั่วโลก

CREDIT : pumathailand

PUMA ไม่ได้แค่แปะโลโก้เป็นสปอนเซอร์ แต่ลงทุนออกแบบเสื้อผ้าด้วยเทคโนโลยี Cloudspun และผลิตรองเท้ารุ่นเฉพาะสำหรับนักกีฬา HYROX เช่น Deviate NITRO 3 ที่มีการเสริมแผ่นคาร์บอนสำหรับการวิ่ง และทำพื้นรองเท้าให้ยึดเกาะแน่นหนาเพื่อการยกน้ำหนัก

CREDIT : pumathailand

นอกจากนี้ยังทำการตลาดผ่าน ‘ครีเอเตอร์’ อีกด้วย ริชาร์ด เทสเซียร์ (Richard Teyssier) ผู้บริหารของ PUMA เน้นย้ำว่า ความสำเร็จนี้มาจาก ‘ความสมจริง’ แบรนด์เชิญครีเอเตอร์ไปสัมผัสการแข่งขันจริง และปล่อยให้พวกเขาสร้างคอนเทนต์ในแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ PUMA ใช้มาตลอดประวัติศาสตร์ 75 ปี ตั้งแต่การเซ็นสัญญากับเปเล่ (Pelé), ริฮานน่า (Rihanna) จนถึง ยูเซน โบลต์ (Usain Bolt)

CREDIT : pumathailand

แคมเปญ ‘Go Wild’ ปลุกสัญชาตญาณดิบของนักวิ่งทุกคน

เพื่อเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และคนทั่วไป PUMA ได้ปล่อยแคมเปญระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในชื่อ ‘Go Wild’

ซึ่งถือว่าเป็นการฉีกกฎการโฆษณาแบบเดิม เพราะแทนที่จะใช้ ‘นักกีฬาระดับโลก’ มาเป็นพรีเซนเตอร์หลัก แคมเปญนี้กลับชูภาพของ ‘นักวิ่งธรรมดาทั่วไป’ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ตื่นมาวิ่งตอนเช้ามืด, คนที่วิ่งกับสุนัข, หรือคุณแม่มือใหม่

ตามล่า Runner's High 

หัวใจของแคมเปญนี้คือการสนับสนุนให้ทุกคนออกไปวิ่งเพื่อตามล่าหา ‘Runner’s High’ หรือ ‘สารแห่งความสุขที่หลั่งออกมาขณะออกกำลังกาย’ เพราะ PUMA ต้องการสื่อสารว่า 'กีฬาไม่ใช่แค่เรื่องของการทำลายสถิติ แต่เป็นเรื่องของการค้นพบตัวตน ความกล้าหาญ และความสนุกสนานในการเป็นตัวเอง'

CREDIT : PUMA

การดำเนินกลยุทธ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยอดขายรวมทั่วโลกของ PUMA มีการชะลอตัวและกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างองค์กร แต่อย่างไรก็ตาม ‘หมวดหมู่การวิ่งและการเทรนนิ่ง’ กลับเป็นจุดที่ยังเติบโตได้ดี

CREDIT : pumathailand

PUMA’ กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้เป็นเพียง ‘แบรนด์สปอร์ตแฟชั่น’ แต่เป็น ‘แบรนด์ที่มีนวัตกรรมระดับมืออาชีพ’ ทั้งการใช้ ‘พระสงฆ์’ เพื่อดึงภาพลักษณ์ความมีสมาธิ, การจับมือกับ ‘HYROX’ เพื่อเข้าถึงสายฟิตเนสฮาร์ดคอร์, และแคมเปญ ‘Go Wild’ ที่เข้าถึงใจของคนทั่วไปได้

ท้ายที่สุดแล้วภาพถ่ายหรือโฆษณาที่สวยงามอาจช่วยดึงดูดความสนใจได้ แต่สิ่งที่ PUMA ต้องทำให้สำเร็จคือการทำให้ ‘นักกีฬาและนักวิ่งตัวจริง’ เลือกที่จะสวมใส่รองเท้าของพวกเขา และรู้สึกประทับใจจนต้องกลับมาซื้อซ้ำนั่นเอง

ที่มา : PUMA (1), PUMA (2), Open Magazine, Famous Campaigns และ The Drum

related